⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 54/2544

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 54/2544

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขปรับบทลงโทษจำเลยที่ 3 ให้ถูกต้องตามกฎหมาย แม้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยจะมิได้ฎีกาด้วย ก็เป็นอำนาจของศาลฎีกา เนื่องจากเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยและอยู่ในลักษณะคดี แม้คู่ความจะมิได้อุทธรณ์และฎีกาในส่วนของจำเลยที่ 1 แต่หากข้อเท็จจริงฟังเป็นที่ยุติว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 ไม่เป็นความผิดตามกฎหมาย ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและพิพากษาให้จำเลยที่ 1 พ้นจากความผิดได้

ย่อคำพิพากษา

ในคืนเกิดเหตุจำเลยที่ 3 ได้ร่วมกับจำเลยที่ 2 พาเอาไปเสียซึ่งรองเท้าของกลางที่จำเลยที่ 1 ลักเอามาซุกซ่อนไว้ข้างโกดังเก็บสินค้าในโรงงานของผู้เสียหายแล้วนำไปเก็บไว้ที่บ้านของจำเลยที่ 3 เพื่อแบ่งปันกันในภายหลัง ทั้งนี้โดยจำเลยที่ 3 รู้อยู่แล้วว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ จำเลยที่ 3 จึงมีความผิดฐานเป็นตัวการรับของโจร ตาม ป.อ. มาตรา 357 วรรคแรก แต่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 3 โดยไม่ปรับบทมาตรา 83 มานั้น ไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขปรับบทลงโทษจำเลยที่ 3 เสียใหม่ให้ถูกต้อง ปัญหาข้อนี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ทั้งเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาแก้ไขปรับบทตลอดไปถึงจำเลยที่ 2 ซึ่งมิได้ฎีกาด้วย คดีในส่วนของจำเลยที่ 1 แม้คู่ความจะมิได้อุทธรณ์และฎีกาขึ้นมา แต่เมื่อข้อเท็จจริงแห่งคดีฟังเป็นที่ยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 มิได้เป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 ลักทรัพย์รองเท้าของกลางด้วย ซึ่งเท่ากับว่าจำเลยที่ 1 กระทำผิดฐานลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้างในเวลากลางคืนตามลำพัง การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 335 (7) และ มาตรา 83 อีก ปัญหาข้อนี้แม้ศาลอุทธรณ์จะมิได้ยกขึ้นวินิจฉัยและพิพากษาแก้ไขให้ถูกต้อง ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและพิพากษาให้จำเลยที่ 1 พ้นจากความผิดตามบทมาตราดังกล่าวได้ ทั้งนี้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยมาตรา 215 และมาตรา 225

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.185 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.195 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.215 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.225 ประมวลกฎหมายอาญา ม.83 ประมวลกฎหมายอาญา ม.357

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334, 335, 357, 83 และนับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 817/2540 ศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (7) (11), 83 จำคุก 1 ปี 6 เดือน จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (7), 83 จำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน จำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ (ที่ถูกต้องปรับบทประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 มาด้วย) คงจำคุกคนละ 1 ปี 1 เดือน 15 วัน จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้หนึ่งในสาม (ที่ถูกต้องปรับบทประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 มาด้วย) คงจำคุก 1 ปี ให้นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 817/2540 หมายเลขแดงที่ 3402/2540 ของศาลชั้นต้น ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก จำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน คำให้การชั้นจับกุมและคำเบิกความของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม (ที่ถูกต้องปรับบทประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 มาด้วย) คงจำคุกคนละ 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 3 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นที่ยุติตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง จำเลยที่ 1 ลักทรัพย์รองเท้าของกลางซึ่งเป็นของบริษัทเจ แอนด์ ดี เอ็นเตอร์ไพรส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้เสียหาย นายจ้างของจำเลยที่ 1 ไป และจำเลยที่ 2 รับของโจรโดยช่วยเอาไปเสียซึ่งรองเท้าดังกล่าวจากที่ซ่อนข้างโกดังเก็บสินค้าของผู้เสียหายไปมอบให้จำเลยที่ 3 นำไปเก็บไว้ที่บ้านของจำเลยที่ 3 คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ว่า จำเลยที่ 3 มีความผิดฐานรับของโจรตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 หรือไม่ ในปัญหาดังกล่าวคงมีข้อต้องพิจารณาแต่เพียงว่าขณะที่จำเลยที่ 3 นำรองเท้าดังกล่าวไปเก็บไว้ที่บ้านของจำเลยที่ 3 นั้น จำเลยที่ 3 รู้หรือไม่ว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ เห็นว่า ในคืนเกิดเหตุจำเลยที่ 3 ได้ร่วมกับจำเลยที่ 2 พาเอาไปเสียซึ่งรองเท้าของกลางที่จำเลยที่ 1 ลักเอามาซุกซ่อนไว้ข้างโกดังเก็บสินค้าในโรงงานของผู้เสียหายแล้วนำไปเก็บไว้ที่บ้านของจำเลยที่ 3 เพื่อแบ่งปันกันในภายหลัง ทั้งนี้ โดยจำเลยที่ 3 รู้อยู่แล้วว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ จำเลยที่ 3 จึงมีความผิดฐานเป็นตัวการรับของโจรตามที่โจทก์ฟ้อง พยานหลักฐานของจำเลยที่ 3 ไม่อาจรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ฟังว่า จำเลยที่ 3 รับของโจรรองเท้าของกลางต่อจากจำเลยที่ 2 มิใช่ตัวการร่วมกับจำเลยที่ 2 รับของโจรแต่แรก และพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 3 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น แต่เนื่องจากศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 3 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก โดยไม่ปรับบทมาตรา 83 มานั้น ไม่ถูกต้อง จึงเห็นสมควรแก้ไขปรับบทลงโทษจำเลยที่ 3 เสียใหม่ให้ถูกต้อง ปัญหาข้อนี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ทั้งเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาแก้ไขปรับบทตลอดไปถึงจำเลยที่ 2 ซึ่งมิได้ฎีกาด้วย อนึ่ง สำหรับคดีในส่วนของจำเลยที่ 1 นั้น แม้คู่ความจะมิได้อุทธรณ์และฎีกาขึ้นมา แต่เมื่อข้อเท็จจริงแห่งคดีฟังเป็นที่ยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ได้ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 มิได้เป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 ลักทรัพย์รองเท้าของกลางด้วย จึงเท่ากับว่าจำเลยที่ 1 กระทำผิดฐานลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้างในเวลากลางคืนตามลำพัง การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) และมาตรา 83 อีก ปัญหาข้อนี้แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 จะมิได้ยกขึ้นวินิจฉัยและพิพากษาแก้ไขให้ถูกต้อง ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและพิพากษาให้จำเลยที่ 1 พ้นจากความผิดตามบทมาตราดังกล่าวได้ ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยมาตรา 215 และมาตรา 225 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (11) วรรคสอง ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 83 แต่กำหนดโทษสำหรับจำเลยทั้งสามให้คงเดิม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 54/2544 พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ โจทก์ นายต่อศักดิ์ ศรีสวัสดิ์ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ · จำเลย - นายต่อศักดิ์ ศรีสวัสดิ์ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สุรชาติ บุญศิริพันธ์ · กำพล ภู่สุดแสวง · วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดสมุทรปราการ - นางถวิลวงศ์ จิตร์วิวัฒน์ · ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ - นายทวี เนียมประดิษฐ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1541/2532ฎีกา 2072/2538ฎีกา 4246/2534ฎีกา 4393/2565ฎีกา 2304/2535ฎีกา 8867/2554ฎีกา 1855/2529ฎีกา 1057/2550ฎีกา 8350/2547ฎีกา 5451/2534ฎีกา 5719/2544ฎีกา 9174/2551ฎีกา 12564/2547ฎีกา 1176/2492ฎีกา 2429/2567ฎีกา 7075/2544ฎีกา 1919/2518ฎีกา 445/2536ฎีกา 4009-4010/2549ฎีกา 108/2546ฎีกา 2281/2545ฎีกา 2456/2516ฎีกา 2831/2528ฎีกา 13360/2556
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา