⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 8722/2544

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8722/2544

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อคู่สัญญาตกลงกันใหม่โดยขยายเวลาการปฏิบัติตามสัญญาเดิม และถือว่าการปฏิบัติตามส่วนที่เสร็จสิ้นแล้วแยกต่างหากจากส่วนที่ยังไม่เสร็จสิ้น คู่สัญญาจะกลับคืนสู่ฐานะเดิมได้เฉพาะในส่วนที่ยังไม่ได้ปฏิบัติตามสัญญาเท่านั้น และสิทธิในการเรียกเงินคืนจะจำกัดอยู่เฉพาะส่วนที่ชำระเกินกว่ามูลค่าของสัญญาในส่วนที่ได้ปฏิบัติตามไปแล้ว.

ย่อคำพิพากษา

โจทก์พร้อมที่จะปฏิบัติตามสัญญา แต่จำเลยไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาโดยการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินส่วนที่เหลือภายในกำหนดเวลาตามสัญญาได้ จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาจะซื้อขายที่ดิน โจทก์จึงมีสิทธิบอกเลิกสัญญา โจทก์มีหนังสือทวงถามเรียกเงินที่ชำระค่าที่ดินคืนและเรียกค่าเสียหาย ถือได้ว่าโจทก์แสดงเจตนาเลิกสัญญาโดยปริยายแล้ว คู่สัญญาย่อมกลับคืนสู่ฐานะที่เป็นอยู่เดิม และโจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกค่าเสียหายได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 เมื่อโจทก์ได้ชำระเงินให้แก่จำเลยบางส่วนและจำเลยได้โอนที่ดินให้แก่โจทก์บางแปลง โจทก์และจำเลยจึงทำบันทึกข้อตกลงกันใหม่ขยายเวลาโอนที่ดินส่วนที่เหลือโดยให้ถือว่าเงินมัดจำในสัญญาเดิมยังคงไว้ แสดงว่าโจทก์และจำเลยถือว่าการโอนที่ดินที่ดำเนินการเสร็จสิ้นไปแล้วสามารถแยกต่างหากจากที่ดินส่วนที่เหลือได้และถือว่าจำเลยได้ปฏิบัติตามสัญญาในที่ดินส่วนที่โอนแล้ว ดังนี้ โจทก์จะเรียกเงินค่าที่ดินที่ชำระให้แก่จำเลยไปแล้วคืนทั้งหมดหาได้ไม่ คงมีสิทธิเรียกเงินค่าที่ดินในส่วนที่ชำระเกินราคาที่ดินที่รับโอนไปแล้วคืนเท่านั้น

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.369 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.386 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.391

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน ๓๐,๐๖๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่ วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า จำเลยมิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา ในวันนัดจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน จำเลยไปที่สำนักงาน ที่ดินจังหวัดนนทบุรี สาขาบางบัวทอง ตามนัด แต่ฝ่ายโจทก์ไม่ไป โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยจึงมีสิทธิริบ เงินมัดจำและสัญญาจะซื้อขายเป็นอันเลิกกัน โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยรับผิดตามสัญญา และหากจะฟังว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์มีสิทธิเรียกร้องค่าปรับไม่เกิน ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยคืนเงินมัดจำและเงินค่าที่ดินจำนวน ๓,๕๔๕,๕๔๓ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ ๑๐,๐๐๐ บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๗,๐๔๕,๓๔๗ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๑๕,๐๐๐ บาท นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลฎีกา พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อวันที่ ๑๓ กันยายน ๒๕๓๖ โจทก์ทำสัญญาจะซื้อขาย ที่ดินจำนวน ๑๒ โฉนด รวมเนื้อที่ประมาณ ๗๔ ไร่ ๒ งาน ๒๕ ตารางวา ราคา ๑๗,๕๐๐,๐๐๐ บาท จากจำเลย โดยชำระ เงินมัดจำจำนวน ๑,๕๐๐,๐๐๐ บาท ให้แก่จำเลยในวันทำสัญญา ต่อมาโจทก์ได้ชำระอีก ๔ งวด และจำเลยได้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่โจทก์ไปแล้วรวมเนื้อที่ ๔๘ ไร่ ๓ งาน ๗๓ ตารางวา คงเหลืองวดสุดท้าย ซึ่งโจทก์จะต้องชำระเงินค่าที่ดินจำนวน ๒,๔๗๐,๐๐๐ บาท ให้แก่จำเลยและจำเลยต้องโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินส่วนที่เหลือ ให้แก่โจทก์ในวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๓๗ ต่อมาโจทก์และจำเลยได้ทำบันทึกข้อตกลงขยายเวลาการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและชำระเงินค่าที่ดิน งวดสุดท้ายไปเป็นภายในวันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๓๘ ส่วนข้อตกลงอื่นยังคงให้เป็นไปตามสัญญาจะซื้อจะขาย เมื่อครบกำหนดเวลาตามที่ขยายออกไปปรากฏว่ายังไม่มีการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน หรือชำระเงินค่าที่ดินส่วนที่เหลือและโจทก์ มิได้ไปที่สำนักงานที่ดินในวันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๓๘ ต่อมาวันที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๓๙ โจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาโดยเรียกให้ชำระเงินค่าที่ดินและค่าปรับตามสัญญาแต่จำเลยเพิกเฉย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยต้องชำระค่าที่ดินคืนและค่าเสียหายแก่โจทก์หรือไม่เพียงใด เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาจะซื้อขาย โจทก์จึงมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ โจทก์มีหนังสือ ทวงถามเรียกเงินที่ชำระค่าที่ดินและเรียกค่าเสียหาย จึงถือได้ว่าโจทก์แสดงเจตนาเลิกสัญญาโดยปริยายแล้ว คู่สัญญาย่อมกลับคืนสู่ฐานะที่เป็นอยู่เดิม และโจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกค่าเสียหายได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๙๑ ปรากฏว่าเมื่อโจทก์ได้ชำระเงินให้แก่จำเลยจำนวน ๑๕,๐๓๐,๐๐๐ บาท และจำเลยได้โอนที่ดินให้แก่โจทก์ ๔ แปลง เป็นเนื้อที่ ๔๘ ไร่ ๓ งาน ๗๓ ตารางวา โจทก์และจำเลยจึงทำบันทึกข้อตกลงกันใหม่ขยายเวลาโอนที่ดินส่วน ที่เหลือโดยให้ถือว่าเงินมัดจำในสัญญาเดิมยังคงไว้ พฤติการณ์ดังกล่าวย่อมแสดงว่า โจทก์และจำเลยถือว่าการโอนที่ดินที่ดำเนินการเสร็จสิ้นไปแล้ว สามารถแยกต่างหากจากที่ดินส่วนที่เหลือได้และถือว่าจำเลยได้ปฏิบัติตามสัญญาในที่ดินส่วนที่โอนแล้ว โจทก์จะเรียกเงินค่าที่ดินที่ชำระให้แก่จำเลยไปแล้วคืนทั้งหมดหาได้ไม่ คงมีสิทธิเรียกเงินค่าที่ดินในส่วนที่ชำระเกินราคาที่ดินที่รับโอนไปแล้วคืนเท่านั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ คำนวณราคาที่ดินที่จำเลยโอนให้แก่โจทก์ และให้จำเลยคืนเงินค่าที่ดินที่ชำระเกินจำนวน ๓,๕๔๕,๓๔๗ บาท แก่โจทก์นั้นชอบแล้ว พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกาเป็นเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท แทนโจทก์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8722/2544 นางเกษณี สินสมบูรณ์ โจทก์ นายเดช คงคำ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางเกษณี สินสมบูรณ์ · จำเลย - นายเดช คงคำ
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สุวัฒน์ วรรธนะหทัย · มงคล คุปต์กาญจนากุล · ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดนนทบุรี - นายกีรติ ตั้งธรรม · ศาลอุทธรณ์ภาค 2 - นายสัญญา สุดจินดา
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 591/2531ฎีกา 2494/2553ฎีกา 2467/2526ฎีกา 770/2486ฎีกา 2821/2522ฎีกา 560/2553ฎีกา 4015/2528ฎีกา 2409/2551ฎีกา 6239/2551ฎีกา 2983/2549ฎีกา 763/2484ฎีกา 42/2516ฎีกา 4873/2528ฎีกา 5434/2536ฎีกา 8021/2549ฎีกา 615/2531ฎีกา 1627/2505ฎีกา 4564/2543ฎีกา 8543/2544ฎีกา 1453/2542ฎีกา 601/2537ฎีกา 1928/2531ฎีกา 279/2513ฎีกา 3827/2542
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา