⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 9168/2544

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9168/2544

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ห้องชุดถือเป็นอสังหาริมทรัพย์ตามกฎหมาย การซื้อขายห้องชุดจึงอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายว่าด้วยการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์

ย่อคำพิพากษา

ห้องชุดย่อมเป็นอสังหาริมทรัพย์ตามความหมายใน ป.พ.พ. มาตรา 466 ดังนั้นที่จำเลยฎีกาว่ามาตรา 466 ที่ศาลล่างทั้งสองยกขึ้นมาปรับเข้ากับข้อเท็จจริงในคดีควรเป็นการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ที่ดินซึ่งสามารถดำเนินการรังวัดสอบเขตได้โดยชัดเจน และสามารถคำนวณหาพื้นที่ได้อย่างสะดวก จะนำมาปรับเข้ากับข้อเท็จจริงในการจะซื้อจะขายห้องชุดไม่ได้ เป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายที่ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง คำฟ้องฎีกาจำเลยไม่มีลายมือชื่อผู้ฎีกา จึงเป็นคำฟ้องฎีกาที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 67 (5) แต่เมื่อฎีกาจำเลยไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย และฎีกาของจำเลยข้ออื่นต้องห้ามฎีกา คดีจึงไม่มีเหตุสมควรที่จะส่งสำนวนคืนศาลชั้นต้นเพื่อจัดการให้มีการลงลายมือชื่อผู้ฎีกาให้ถูกต้องต่อไป ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 18 วรรคสอง ศาลฎีกาพิพากษายกฎีกาจำเลย คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นฎีกาแก่จำเลย

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.18 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.27 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.67 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.249 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.466

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๒๙ ธันวาคม ๒๕๓๑ โจทก์ทำสัญญาจะซื้อห้องชุดอาคารพัทยาบีชคอนโดทาวน์ ๑ ห้อง เนื้อที่ ๕๐ ตารางเมตร จากจำเลย ชำระเงินในวันทำสัญญา ๑๘,๐๐๐ บาท และชำระเงินดาวน์เป็นรายเดือนอีกจำนวน ๑๘๔,๐๐๐ บาท ที่เหลือจำนวน ๘๒๓,๐๐๐ บาท ตกลงชำระในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ และในวันดังกล่าวโจทก์ ทำสัญญาซื้อเฟอร์นิเจอร์รวมเป็นเงิน ๑๒๐,๐๐๐ บาท โดยให้จำเลยติดตั้งให้โจทก์ ณ ห้องชุดดังกล่าว โจทก์ชำระค่ามัดจำในวันทำสัญญา ๕,๐๐๐ บาท ส่วนที่เหลือ ๑๑๕,๐๐๐ บาท ผ่อนชำระเดือนละ ๕,๐๐๐ บาท โจทก์ผ่อนชำระเงินดาวน์ห้องชุดและค่าเฟอร์นิเจอร์ให้จำเลยครบถ้วนเป็นเงิน ๒๙๙,๐๐๐ บาท รวมโจทก์ชำระเงินให้จำเลยไปแล้วทั้งสิ้น ๓๒๒,๐๐๐ บาท จำเลยกำหนดจะโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดในวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๓๖ แต่โจทก์พบว่าห้องชุดดังกล่าวมีพื้นที่เพียง ๔๕ ตารางเมตร ซึ่งน้อยกว่าที่ระบุไว้ในสัญญาจะซื้อจะขายมาก โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยดำเนินการแก้ไข ภายในกำหนดมิฉะนั้นขอเลิกสัญญา แต่จำเลยเพิกเฉย สัญญาเป็นอันเลิกกันเมื่อครบกำหนดเวลาตามหนังสือบอกกล่าว จำเลยต้องคืนเงิน ๓๒๒,๐๐๐ บาท แก่โจทก์และต้องชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับแต่วันที่โจทก์จ่ายเงินจนถึงวันฟ้องคิดเป็นเงินดอกเบี้ย ๒๐๙,๐๑๒.๕๐ บาท และการที่จำเลยผิดสัญญาทำให้โจทก์ไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดได้ โจทก์ขาดกำไรในการที่นำห้องชุดออกขายให้แก่นายรัตนปาล ซิงห์ ซึ่งโจทก์จะได้กำไร ๕๐๐,๐๐๐ บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน ๑,๐๓๑,๐๑๒.๕๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๘๒๒,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้อง จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี โดยแยกคำนวณต้นเงินและ ดอกเบี้ยแก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปรากฏว่าคำฟ้องฎีกาจำเลยไม่มีลายมือชื่อผู้ฎีกา จึงเป็นคำฟ้องฎีกาที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๖๗ (๕) แต่การที่จำเลยฎีกาข้อแรกว่า วัตถุประสงค์ของประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์ มาตรา ๔๖๖ ที่ศาลล่างทั้งสองยกขึ้นมาปรับเข้ากับข้อเท็จจริงในคดีนี้ควรเป็นการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ที่ดินซึ่งสามารถดำเนินการรังวัดสอบเขตได้โดยชัดเจน และสามารถคำนวณหาพื้นที่ได้อย่างสะดวก จะนำมาปรับเข้ากับข้อเท็จจริงในการจะซื้อจะขายห้องชุดนี้ไม่ได้ เนื่องจากเป็นการซื้อขายเฉพาะอย่างและไม่สามารถทำการรังวัดสอบเขตให้รู้จำนวนเนื้อที่อย่างแน่นอนนั้น เป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายที่ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรไดรับการวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๙ วรรคหนึ่ง เพราะห้องชุดย่อมเป็นอสังหาริมทรัพย์ตามความหมายในบทมาตราดังกล่าว ส่วนฎีกาจำเลยอีกข้อหนึ่งที่ว่า โจทก์ผิดนัดรับโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุด จำเลยจึงมีสิทธิบอกเลิกสัญญาต่อโจทก์ได้ สิทธิการบอกเลิกสัญญาของจำเลยเกิดขึ้นก่อนโจทก์ โจทก์จึงจะมาบอกเลิกสัญญาต่อจำเลยใน ภายหลังไม่ได้ เพราะจำเลยไม่เป็นฝ่ายผิดสัญญาก่อนนั้น ก็เท่ากับจำเลยยอมรับว่าจำเลยผิดสัญญาซื้อขายห้องชุดตามประเด็นข้อพิพาทที่ศาลชั้นต้นชี้สองสถานไว้ สำหรับปัญหาว่า โจทก์ผิดนัดรับโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดและจำเลยมีสิทธิบอกเลิกสัญญาต่อโจทก์ได้หรือไม่ นั้น ศาลชั้นต้นมิได้กำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาทและได้วินิจฉัยมาด้วย จึงเป็นข้อ ที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๙ วรรคหนึ่ง เมื่อฎีกาจำเลยไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยประการหนึ่ง และต้องห้ามฎีกา อีกประการหนึ่งเช่นนี้ คดีจึงไม่มีเหตุสมควรที่จะส่งสำนวนคืนศาลชั้นต้นเพื่อจัดการให้มีการลงลายมือชื่อผู้ฎีกาให้ ถูกต้องต่อไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๘ วรรคสอง พิพากษายกฎีกาจำเลย คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นฎีกาแก่จำเลย ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9168/2544 นายประเสริฐ ศรีกุเรชา โจทก์ บริษัทหาดทรายสวนตาล จำกัด จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายประเสริฐ ศรีกุเรชา · จำเลย - บริษัทหาดทรายสวนตาล จำกัด
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)โนรี จันทร์ทร · พินิจ เพชรรุ่ง · ทวีวัฒน์ แดงทองดี
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายวิชญ์ธรรมนาถ สุวรรณโกตา · ศาลอุทธรณ์ - นายบุญเจือ รัตนสมบัติ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 7980/2551ฎีกา 163/2491ฎีกา 4884/2543ฎีกา 280/2530ฎีกา 770/2535ฎีกา 6025/2538ฎีกา 3206/2537ฎีกา 99/2541ฎีกา 3345/2535ฎีกา 4637/2567ฎีกา 2409/2551ฎีกา 3616/2558ฎีกา 5640/2540ฎีกา 8203/2538ฎีกา 1030/2509ฎีกา 1572/2511ฎีกา 710/2542ฎีกา 8884/2543ฎีกา 194/2543ฎีกา 5332/2553ฎีกา 4549/2540ฎีกา 3589/2525ฎีกา 4041/2542ฎีกา 1360/2544
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา