⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1147/2545

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1147/2545

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
จำเลยทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับหนี้สินมาตั้งแต่ต้น จึงไม่อาจยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การภายหลังวันสืบพยานได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 180

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ส่งสำเนาบัญชีกระแสรายวันให้จำเลยแล้วตั้งแต่ขณะยื่นฟ้องตามเอกสารท้ายฟ้อง จำเลยสามารถตรวจสอบยอดหนี้และรายการคิดดอกเบี้ยได้มาตั้งแต่ต้น การที่จำเลยเพิ่งมายื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การภายหลังวันสืบพยานว่าเป็นหนี้โจทก์อยู่เพียงประมาณ 300,000 บาท จึงไม่ใช่กรณีที่จำเลยไม่อาจยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การก่อนวันดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 180

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.180

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามให้ร่วมกันชำระเงินตามสัญญาบัญชีเดินสะพัด สัญญาค้ำประกันและสัญญาจำนองพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองและทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์ จำเลยทั้งสามให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์เนื่องจากตราที่ประทับในสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีไม่ใช่ตราสำคัญของจำเลยที่ 1 ที่จดทะเบียนไว้ตามกฎหมาย ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ก็ไม่ต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันเพราะสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ 1ขอให้ยกฟ้อง ก่อนสืบพยานโจทก์จำเลยทั้งสามยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การว่า เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 7 ซึ่งเป็นบัญชีกระแสรายวันนั้นโจทก์คิดดอกเบี้ยทบต้นตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2539 จนถึงวันฟ้องไม่ถูกต้องเพราะโจทก์บอกเลิกสัญญาบัญชีเดินสะพัดตั้งแต่วันดังกล่าวแล้ว และโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 18 ถึง 21.5 ต่อปี ของต้นเงิน 12,906,705 บาท ไม่ใช่ของต้นเงิน14,633,799.29 บาท ตามที่โจทก์ฟ้อง ศาลชั้นต้นอนุญาต หลังจากสืบพยานโจทก์ไป 1 ปากแล้ว จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การโดยอ้างว่า เพิ่งทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเอกสารหมาย จ.8 ซึ่งเป็นบัญชีกระแสรายวันตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 7 ว่า โจทก์ทำขึ้นไม่ถูกต้องและจำเลยที่ 1 ได้ชำระหนี้ให้โจทก์ไปบางส่วนแล้ว ยังเป็นหนี้โจทก์อยู่เพียง300,000 บาทเศษ เท่านั้น ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องเมื่อสืบพยานโจทก์ไปแล้วและหลักฐานที่อ้างอยู่ในความครอบครองของจำเลยที่ 1 เอง ทำให้โจทก์เสียเปรียบ จึงไม่อนุญาต ให้ยกคำร้อง จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่าโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยเมื่อวันที่ 29 เมษายน 2541 ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระหนี้ตามสัญญาบัญชีเดินสะพัด สัญญาค้ำประกันและสัญญาจำนองเป็นเงิน15,834,372.22 บาท พร้อมดอกเบี้ย ต่อมาในวันที่ 21 สิงหาคม 2541 จำเลยทั้งสามยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การสรุปใจความว่า จำเลยทั้งสามเป็นหนี้โจทก์12,906,705 บาท พร้อมดอกเบี้ยจากต้นเงินดังกล่าว มิใช่จากต้นเงินตามฟ้องและต่อมาในวันที่ 2 กันยายน 2541 ซึ่งเป็นวันนัดสืบพยานโจทก์ จำเลยทั้งสามแถลงต่อศาลว่าจำเลยทั้งสามเป็นหนี้โจทก์จริง แต่ไม่เท่าจำนวนที่โจทก์ฟ้องขออนุญาตเลื่อนคดีเพื่อไปเจรจากับผู้มีอำนาจของโจทก์ ศาลอนุญาต ภายหลังจากสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้ว จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การเมื่อวันที่8 กรกฎาคม 2542 ว่า จำเลยทั้งสามคงเป็นหนี้โจทก์อยู่เพียง 300,000 บาทเศษเท่านั้นศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาต ให้ยกคำร้องศาลอุทธรณ์พิพากษายืนมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า คำสั่งและคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 180จำเลยที่ 1 จะต้องยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การต่อศาลเสียก่อนวันชี้สองสถานหรือก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่าเจ็ดวันในกรณีที่ไม่มีการชี้สองสถานเว้นแต่มีเหตุอันสมควรที่ไม่อาจยื่นคำร้องได้ก่อนนั้น หรือเป็นการขอแก้ไขในเรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือเป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อย ศาลฎีกาเห็นว่า ตามคำร้องขอแก้ไขคำให้การของจำเลยที่ 1ไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือเป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อย จึงมีข้อพิจารณาว่า จำเลยที่ 1 ไม่อาจยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดโดยมีเหตุอันสมควรหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่าการตรวจยอดหนี้ที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระจากบัญชีกระแสรายวันนั้น ปรากฏข้อเท็จจริงว่าโจทก์ได้ส่งสำเนาบัญชีกระแสรายวันให้จำเลยที่ 1 แล้วตั้งแต่ขณะยื่นฟ้องตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 7 หรือตามเอกสารหมาย จ.8 ที่โจทก์ส่งอ้างทั้งยังได้ความว่า ในวันที่ 21 สิงหาคม 2541 จำเลยทั้งสามได้ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การว่าจำเลยทั้งสามเป็นหนี้โจทก์ 12,000,000บาทเศษ ที่มาของยอดหนี้จำเลยทั้งสามอาศัยการคิดคำนวณจากบัญชีกระแสรายวันดังกล่าว เป็นข้อยืนยันอยู่ในตัวว่าจำเลยที่ 1 สามารถตรวจสอบยอดหนี้และรายการคิดดอกเบี้ยได้มาตั้งแต่ต้น การที่จำเลยที่ 1 เพิ่งมายื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การภายหลังจากโจทก์ได้ยื่นฟ้องและได้รับสำเนาบัญชีกระแสรายวันแล้วประมาณ 1 ปีเศษ ทั้งอ้างว่า เป็นหนี้โจทก์อยู่เพียงประมาณ300,000 บาท แตกต่างจากที่จำเลยทั้งสามเคยรับในคำร้องขอแก้ไขคำให้การครั้งก่อนถึง 12,000,000 บาทเศษ จึงไม่ใช่กรณีที่จำเลยที่ 1 ไม่อาจยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การได้ดังจำเลยที่ 1 อ้างและยังมีพฤติการณ์ส่อไปในทางประวิงคดีจนกระทั่งบัดนี้ศาลชั้นต้นยังมิได้มีคำพิพากษา ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษายกคำร้องของจำเลยที่ 1 นั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1147/2545 ธนาคาร กรุงไทย จำกัด (มหาชน โจทก์ บริษัท พรหมเทพสุทธา ณ รังษี จำกัด กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ธนาคาร กรุงไทย จำกัด (มหาชน · จำเลย - บริษัท พรหมเทพสุทธา ณ รังษี จำกัด กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์ · ไพศาล เจริญวุฒิ · สุภิญโญ ชยารักษ์
แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 6304/2540ฎีกา 839/2545ฎีกา 685/2550ฎีกา 2905/2552ฎีกา 2046/2531ฎีกา 551/2550ฎีกา 1016/2485ฎีกา 5111/2543ฎีกา 534/2496ฎีกา 2444/2542ฎีกา 4795/2528ฎีกา 1646/2548ฎีกา 4176/2528ฎีกา 1803/2533ฎีกา 2329/2553ฎีกา 1609/2506ฎีกา 103/2485ฎีกา 241/2547ฎีกา 2147/2525ฎีกา 1250/2511ฎีกา 6373/2537ฎีกา 89/2502ฎีกา 493/2526ฎีกา 6695/2540
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · เนติบัณฑิตยสภา