⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2777/2545

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2777/2545

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การพิจารณาว่าข้อความใดเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทหรือไม่ ต้องใช้ความรู้สึกของวิญญูชนทั่วไปเป็นเกณฑ์ว่าข้อความนั้นถึงขั้นทำให้ผู้ถูกกล่าวถึงเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชังหรือไม่ มิใช่พิจารณาตามความรู้สึกของผู้ถูกกล่าวถึงแต่ฝ่ายเดียว.

ย่อคำพิพากษา

ข้อความที่จำเลยกล่าวจะเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทหรือไม่ ต้องพิจารณาถึงความรู้สึกของวิญญูชนทั่ว ๆ ไปเป็นเกณฑ์ในการพิจารณาว่าข้อความที่กล่าวนั้นถึงขั้นที่ทำให้ผู้ถูกหมิ่นประมาทน่าจะเสียชื่อเสียง บุคคลอื่นดูหมิ่น เกลียดชังหรือไม่ มิใช่พิจารณาตามความรู้สึกของผู้ถูกหมิ่นประมาทแต่ฝ่ายเดียว โดยเฉพาะกรณีที่เหตุเกิดขึ้นในห้องพิจารณาคดีของศาล ขณะที่ผู้พิพากษารออ่านรายงานกระบวนพิจารณาซึ่งจำเลยอยู่ในภาวะถูกกดดันเป็นอย่างมาก การที่จำเลยกล่าวข้อความว่า "ทนายความคนนี้ใช้ไม่ได้ ทั้งประเทศไทยมีทนายความแบบนี้อยู่คนเดียว ชอบหาเรื่องกลั่นแกล้งจำเลย ประเทศชาติอยู่ไม่ได้แน่ ถ้ายังมีทนายความประเภทนี้ อย่าปล่อยให้คนชั่วลอยนวล" และเมื่อ ผู้พิพากษาตักเตือน จำเลยยังกล่าวต่ออีกว่า "ท่านครับอย่าปล่อยให้คนชั่วลอยนวล" เป็นการระบายความรู้สึกของจำเลยที่มีต่อโจทก์และเป็นการวิจารณ์การทำงานในหน้าที่ทนายความของโจทก์ ซึ่งเป็นฝ่ายตรงข้ามกับจำเลยในความรู้สึกว่าจำเลยถูกกลั่นแกล้ง หาใช่เป็นการใส่ความให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชังไม่ จึงไม่เป็นหมิ่นประมาท ในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง แม้ศาลจะพิจารณาเพียงว่าคดีโจทก์พอมีมูลที่จะประทับฟ้องไว้หรือไม่ก็ตาม แต่เมื่อศาลเห็นว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิด ศาลก็ชอบที่จะวินิจฉัยและพิพากษายกฟ้องไปได้เลย ไม่จำเป็นต้องประทับฟ้องไว้แล้วพิจารณายกฟ้องในภายหลัง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.161 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.162 ประมวลกฎหมายอาญา ม.326

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒๖ ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาในศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงตามทางไต่สวนมูลฟ้องฟังได้ว่า โจทก์มีอาชีพเป็นทนายความ เมื่อวันที่ ๒๓ มิถุนายน ๒๕๔๓ เวลา ๙ นาฬิกา ซึ่งเป็นวันนัดสืบพยานโจทก์ในคดีแพ่งที่ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ หลังจากโจทก์นำนางสาวปิยาภา มั่นจิรังกูร ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ในคดีดังกล่าวเข้าเบิกความจนแล้วเสร็จ ระหว่างผู้พิพากษารออ่านรายงานกระบวนพิจารณา จำเลยได้พูดต่อหน้าผู้พิพากษา นายภูวงศ์ โพธิ์ไทร ทนายจำเลย และนางสาวสุวรรณา จำปาไทร ว่า "ทนายความคนนี้ใช้ไม่ได้ ทั้งประเทศไทยมีทนายความแบบนี้อยู่คนเดียว ชอบหาเรื่องกลั่นแกล้งจำเลย ประเทศชาติอยู่ไม่ได้แน่ ถ้ายังมีทนายความประเภทนี้ อย่าปล่อยให้คนชั่วลอยนวล" และเมื่อผู้พิพากษาตักเตือน จำเลยยังพูดต่ออีกว่า "ท่านครับอย่าปล่อยให้คนชั่วลอยนวล" มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คดีโจทก์มีมูลความผิดฐานหมิ่นประมาทหรือไม่ เห็นว่า ข้อความที่จำเลยพูดดังกล่าวจะเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทหรือไม่ ต้องพิจารณาถึงความรู้สึกของวิญญูชนทั่ว ๆ ไปเป็นเกณฑ์ในการพิจารณาว่าข้อความที่กล่าวนั้นถึงขั้นที่ทำให้ผู้ถูกหมิ่นประมาทน่าจะเสียชื่อเสียง บุคคลอื่นดูหมิ่น เกลียดชังหรือไม่ มิใช่พิจารณาตามความรู้สึกของผู้ถูกหมิ่นประมาทแต่ฝ่ายเดียว โดยเฉพาะเหตุคดีนี้เกิดขึ้นในห้องพิจารณาคดีของศาล ขณะที่ผู้พิพากษารออ่านรายงานกระบวนพิจารณาซึ่งจำเลยอยู่ในภาวะถูกกดดันเป็นอย่างมาก การที่จำเลยกล่าวข้อความดังกล่าวจึงน่าจะเป็นการระบายความรู้สึกของจำเลยที่มีต่อโจทก์และเป็นการวิจารณ์การทำงานในหน้าที่ทนายความของโจทก์ ซึ่งเป็นฝ่ายตรงข้ามกับจำเลยในความรู้สึกว่าจำเลยถูกกลั่นแกล้ง หาใช่เป็นการใส่ความให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นถูกเกลียดชังไม่ ไม่เป็นหมิ่นประมาท ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ชอบที่จะพิจารณาและวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ว่าพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบในชั้นไต่สวนมูลฟ้องพอมีมูลที่ศาลชั้นต้นจะประทับฟ้องโจทก์ไว้พิจารณาต่อไปหรือไม่ แต่ศาลอุทธรณ์กลับวินิจฉัยว่า ข้อความที่จำเลยกล่าวนั้น ไม่เป็นการหมิ่นประมาท จึงเป็นการวินิจฉัยในประเด็นที่ยังมิได้พิจารณากันมาในศาลชั้นต้น คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์จึงไม่ชอบนั้น เห็นว่า แม้ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องศาลจะพิจารณาเพียงว่าคดีโจทก์พอมีมูลที่จะประทับฟ้องไว้หรือไม่ก็ตาม แต่เมื่อศาลเห็นว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิด ศาลก็ชอบที่จะวินิจฉัยและพิพากษายกฟ้องไปได้เลย ไม่จำเป็นต้องประทับฟ้องไว้แล้วพิจารณายกฟ้องในภายหลัง คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์จึงชอบแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2777/2545 นายวิศิษฎ์ วัชรากุล โจทก์ นายสมเกียรติ ดีเจริญ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายวิศิษฎ์ วัชรากุล · จำเลย - นายสมเกียรติ ดีเจริญ
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ชวลิต ตุลยสิงห์ · ดวงมาลย์ ศิลปอาชา · สมชาย จุลนิติ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแขวงพระนครใต้ - นายสุชิต โต๊ะวิเศษกุล · ศาลอุทธรณ์ - นายประสิทธิ์ ศรไชย
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1526/2532ฎีกา 8611/2553ฎีกา 2315/2524ฎีกา 72/2525ฎีกา 6661/2537ฎีกา 2560/2544ฎีกา 515/2491ฎีกา 1199/2557ฎีกา 782/2524ฎีกา 2750/2543ฎีกา 1058/2484ฎีกา 2422/2530ฎีกา 71-72/2491ฎีกา 507/2539ฎีกา 4249/2542ฎีกา 2972-2973/2529ฎีกา 1161-1163/2487ฎีกา 530/2515ฎีกา 3957/2529ฎีกา 4459/2551ฎีกา 5796/2567ฎีกา 1351/2567ฎีกา 3252/2543ฎีกา 477/2491
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา