⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 4045/2545

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4045/2545

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การนำพาคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมาย เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมืองฯ การกระทำความผิดฐานขัดขวางเจ้าพนักงานและทำให้เสียทรัพย์อันเกิดจากการหลบหนีการจับกุม ถือเป็นกรรมเดียวกัน

ย่อคำพิพากษา

การที่จำเลยทั้งสองนำคนต่างด้าวสัญชาติลาว 20 คน โดยสารรถยนต์จากจังหวัดอุบลราชธานีเพื่อไปส่งที่จังหวัดปทุมธานี โดยรู้ว่าบุคคลเหล่านั้นเป็นคนต่างด้าวและเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนกฎหมาย การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมืองฯ มาตรา 64 วรรคหนึ่ง แล้ว การที่จำเลยทั้งสองร่วมกันขับรถหลบหนีเจ้าพนักงานตำรวจและพุ่งชนรถของทางราชการจนเกิดการเสียหายนั้น จำเลยทั้งสองมีเจตนากระทำเพื่อหลบหนีการจับกุมดังนั้น ความผิดฐานขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติตามหน้าที่กับความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์จึงเป็นกรรมเดียวกัน

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.59 ประมวลกฎหมายอาญา ม.83 ประมวลกฎหมายอาญา ม.90 ประมวลกฎหมายอาญา ม.91 ประมวลกฎหมายอาญา ม.138 ประมวลกฎหมายอาญา ม.358 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2493 ม.64 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 ม.64

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันให้ความช่วยเหลือคนต่างด้าว สัญชาติลาวจำนวน 20 คน ซึ่งเป็นผู้ที่มีภูมิลำเนาอยู่ที่ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตย ประชาชนลาว ลักลอบเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522โดยจำเลยทั้งสองได้ช่วยซ่อนเร้นและช่วยเหลือคนต่างด้าวทั้งยี่สิบคนดังกล่าวด้วยการให้โดยสารรถยนต์จากตำบลนาตาล กิ่งอำเภอนาตาล จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อพาไปส่งที่จังหวัดปทุมธานี โดยจำเลยทั้งสองรู้อยู่ว่าเป็นคนต่างด้าวสัญชาติลาว และได้เข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายดังกล่าว ทั้งนี้จำเลยทั้งสองมีเจตนาที่จะช่วยคนต่างด้าวทั้งยี่สิบคนดังกล่าวให้พ้นจากการจับกุม ภายหลังจากที่จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดแล้ว เจ้าพนักงานตำรวจพบเห็นการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นความผิดซึ่งหน้าและได้แสดงตัวเข้าจับกุมจำเลยทั้งสองแต่จำเลยทั้งสองได้ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ โดยการขับรถยนต์คันที่พาคนต่างด้าวมาดังกล่าวหลบหนีและขับพุ่งเข้าชนรถยนต์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งจอดขวางทางป้องกันไม่ให้รถคันที่จำเลยทั้งสองขับมาหลบหนี ทำให้รถยนต์ของทางราชการดังกล่าวได้รับความเสียหาย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 64 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83,91, 138, 358 จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมืองพ.ศ. 2522 มาตรา 64 (ที่ถูกมาตรา 64 วรรคหนึ่ง) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138,356 (ที่ถูกมาตรา 358) ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรม ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 ฐานช่วยเหลือคนต่างด้าวจำคุกคนละ 2 ปี ฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานจำคุกคนละ 6 เดือน ฐานทำให้เสียทรัพย์ จำคุกคนละ 1 ปี รวมจำคุกคนละ 3 ปี 6 เดือนจำเลยทั้งสองรับสารภาพ มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุกคนละ 1 ปี 9 เดือน พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีและรายงานการสืบเสาะพินิจจำเลยแล้ว เห็นว่า ไม่สมควรรอการลงโทษ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่กับความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ เป็นการกระทำผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษในความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดเพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ความผิดฐานช่วยเหลือคนต่างด้าวให้ลงโทษจำคุกคนละ 6 เดือน เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 แล้ว คงจำคุกคนละ 3 เดือน รวมโทษความผิดสองกระทง จำคุกคนละ 9เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษา ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการแรกมีว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดกรรมเดียวกันหรือไม่ จำเลยทั้งสองฎีกาว่าการที่จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันนำคนต่างด้าวขึ้นรถยนต์แล้วพาหลบหนีจนเป็นเหตุทำให้รถที่จำเลยทั้งสองร่วมกันขับพุ่งชนรถยนต์หมายเลขโล่ 27172 ได้รับความเสียหายและถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมนั้น เป็นการกระทำความผิดต่อเนื่องกัน จึงเป็นความผิดกรรมเดียวกันแต่ผิดต่อกฎหมายหลายบท เห็นว่า ความผิดตามมาตรา 64 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 นั้น เพียงแต่ผู้กระทำรู้ว่ามีคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 แล้ว ยังให้ที่พักอาศัย ซ่อนเร้นหรือช่วยด้วยประการใด ๆ เพื่อให้คนต่างด้าวพ้นจากการจับกุมก็เป็นความผิดสำเร็จแล้ว คดีนี้ได้ความว่า จำเลยทั้งสองเป็นผู้ให้คนต่างด้าวสัญชาติลาวจำนวน 20 คน โดยสารรถยนต์จากตำบลนาตาล กิ่งอำเภอนาตาล จังหวัดอุบลราชธานีเพื่อไปส่งที่จังหวัดปทุมธานี โดยรู้ว่าบุคคลเหล่านั้นเป็นคนต่างด้าวและเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนกฎหมาย การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นความผิดตามมาตรา 64 วรรคหนึ่ง แล้ว ส่วนที่ต่อมาระหว่างทางเจ้าพนักงานตำรวจตรวจพบการกระทำผิดของจำเลยทั้งสองจึงเข้าจับกุม แต่จำเลยทั้งสองได้ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานตำรวจโดยขับรถยนต์คันที่พาคนต่างด้าวมาหลบหนีและพุ่งเข้าชนรถยนต์หมายเลขโล่ 27172 นั้น เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใหม่ต่างกรรมต่างวาระกันอันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 แต่การที่จำเลยทั้งสองร่วมกันขับรถหลบหนีและพุ่งเข้าชนรถยนต์ของทางราชการจนเกิดการเสียหายนั้นจำเลยทั้งสองมีเจตนาที่จะกระทำขึ้น และได้กระทำในวาระเดียวกันอันเป็นวิธีการอย่างหนึ่งเพื่อหลบหนีการจับกุมของเจ้าพนักงานตำรวจ ดังนั้น ความผิดฐานขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่กับความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์จึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น..." พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4045/2545 พนักงานอัยการ จังหวัดอุบลราชธานี โจทก์ นาย ทวีศักดิ์ คำตรงใจ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ จังหวัดอุบลราชธานี · จำเลย - นาย ทวีศักดิ์ คำตรงใจ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ทวีวัฒน์ แดงทองดี · พินิจ เพชรรุ่ง · โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 3345/2535ฎีกา 2530/2527ฎีกา 4180/2548ฎีกา 712/2559ฎีกา 861/2521ฎีกา 5305/2539ฎีกา 1715/2545ฎีกา 6355/2544ฎีกา 1666/2521ฎีกา 8297/2540ฎีกา 18654/2555ฎีกา 2766/2546ฎีกา 2292/2540ฎีกา 7601/2540ฎีกา 8833/2554ฎีกา 2936/2543ฎีกา 5957/2530ฎีกา 3310/2541ฎีกา 34/2521ฎีกา 1386/2521ฎีกา 9368/2552ฎีกา 786/2519ฎีกา 2632/2529ฎีกา 47/2538
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ