คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4737/2545
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำความผิดฐานล่าสัตว์ป่าคุ้มครอง และความผิดฐานมีไว้ในครอบครองซึ่งซากสัตว์ป่าคุ้มครอง เป็นความผิดต่างกรรมกัน โดยพิจารณาจากเจตนาของผู้กระทำเป็นสำคัญ
ย่อคำพิพากษา
คำฟ้องโจทก์บรรยายว่า จำเลยกับพวกได้บังอาจร่วมกันล่าปะการังแข็งทุกชนิดในอันดับ Scleractinia และ Stylasterina ซึ่งเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ซึ่งคำว่า "ล่า" นั้นตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวให้คำนิยามไว้ว่า หมายความว่า เก็บ ดัก จับ ยิง ฆ่า หรือทำอันตรายด้วยประการอื่นแก่สัตว์ป่าที่ไม่มีเจ้าของและอยู่เป็นอิสระ ดังนั้น เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยกับพวกร่วมกันล่าปะการังแข็งซึ่งเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองย่อมหมายความถึงปะการังนั้น ไม่มีเจ้าของและอยู่เป็นอิสระโดยหาต้องบรรยายถ้อยคำดังกล่าวไว้ในคำฟ้องอีก คำฟ้องโจทก์หาได้เคลือบคลุมไม่
การจะพิจารณาว่า การกระทำใดเป็นความผิดหลายกรรมหรือไม่ต้องพิจารณาจากเจตนาของผู้กระทำเป็นสำคัญ ความผิดฐานล่าสัตว์ป่าคุ้มครอง และความผิดฐานมีไว้ในครอบครองซึ่งซากสัตว์คุ้มครองมีองค์ประกอบของความผิดแตกต่างกันและแยกต่างหากจากกัน จำเลยล่าสัตว์ป่าคุ้มครองโดยการเก็บหรือทำอันตรายด้วยประการใด ๆ แก่สัตว์ป่าคุ้มครอง ย่อมเป็นการกระทำโดยเจตนาที่จะล่าสัตว์ป่าคุ้มครองและเป็นความผิดสำเร็จ เมื่อจำเลยเก็บหรือทำอันตรายแก่สัตว์ป่าคุ้มครองและการที่จำเลยมีไว้ในครอบครองซึ่งซากสัตว์ป่าคุ้มครองจำนวน 38 กระสอบตามฟ้อง ย่อมเป็นเจตนาอีกอันหนึ่งในการที่จะครอบครองซากสัตว์ป่าคุ้มครองจำนวน 38 กระสอบ แยกต่างหากจากการเก็บหรือทำอันตรายแก่สัตว์ป่าคุ้มครอง ถือได้ว่าความผิดทั้งสองฐานเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.158 ประมวลกฎหมายอาญา ม.59 ประมวลกฎหมายอาญา ม.83 ประมวลกฎหมายอาญา ม.90 ประมวลกฎหมายอาญา ม.91 พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2503 ม.4 พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2503 ม.6 พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2503 ม.16 พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2503 ม.19 พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2503 ม.47 พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2503 ม.57 พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2503 ม.58 พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 ม.16 พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 ม.19 พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 ม.47 พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 ม.57 คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. ๒๕๓๕ มาตรา ๔, ๖, ๑๖, ๑๙, ๔๗, ๕๗, ๕๘ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓, ๙๑ ริบซากหินปะการัง (แข็ง) กับตะกร้าพลาสติกและบุ้งกี๋ของกลาง
จำเลยให้การรับสารภาพ
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. ๒๕๓๕ มาตรา ๑๖, ๑๙ วรรคหนึ่ง, ๔๗, ๕๗, ๕๘ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ฐานล่าสัตว์ป่าคุ้มครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก ๑ ปี ๖ เดือน ฐานมีไว้ในครอบครองซึ่งซากของสัตว์ป่าคุ้มครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก ๑ ปี ๖ เดือน รวมจำคุก ๒ ปี ๑๒ เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ กึ่งหนึ่ง คงจำคุก ๑ ปี ๖ เดือน ริบซากหินปะการัง (แข็ง) ตะกร้าพลาสติกและบุ้งกี๋ของกลาง
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกกระทงละ ๑ ปี รวมจำคุก ๒ ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก ๑ ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยฎีกาว่า คำฟ้องโจทก์ในข้อหาล่าสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและ คุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. ๒๕๓๕ มาตรา ๑๖, ๔๗ เคลือบคลุม เพราะไม่มีถ้อยคำว่า สัตว์ป่าคุ้มครองที่ไม่มีเจ้าของและอยู่เป็นอิสระ ทำให้จำเลยเข้าใจว่า ปะการังที่จำเลยเก็บนั้นเป็นปะการังที่ตายแล้ว จำเลยจึงรับสารภาพนั้น เห็นว่า คำฟ้องโจทก์ได้บรรยายไว้ว่า จำเลยกับพวกได้บังอาจร่วมกันล่าปะการังแข็งทุกชนิดในอันดับ Scleractinia และ Stylasterina ซึ่งเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ซึ่งคำว่า ล่า นั้น ตามมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ได้ให้คำนิยามไว้ว่า หมายความว่า เก็บ ดัก จับ ยิง ฆ่า หรือทำอันตรายด้วยประการอื่นแก่สัตว์ป่าที่ไม่มีเจ้าของและอยู่เป็นอิสระ ดังนั้น เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยกับพวกร่วมกันล่าปะการังแข็งซึ่งเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองย่อมหมายความถึงปะการังนั้นไม่มีเจ้าของและ อยู่เป็นอิสระโดยหาต้องบรรยายถ้อยคำดังกล่าวไว้ในคำฟ้องอีก ส่วนคำบรรยายฟ้องต่อมาเป็นการบรรยายรายละเอียดถึงวิธีการล่าโดยการเก็บหรือทำอันตรายด้วยประการอื่นใด ซึ่งน่าจะทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี คำฟ้องโจทก์จึงหาได้เคลือบคลุมไม่ ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้จำเลยรับสารภาพเพราะไม่เข้าใจคำฟ้อง ดังที่จำเลยฎีกา
จำเลยฎีกาอีกข้อหนึ่งว่า พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. ๒๕๓๕ บัญญัติห้ามมิให้ผู้ใดล่าสัตว์ป่าคุ้มครองไว้ในมาตรา ๑๖ และบัญญัติห้ามมิให้ผู้ใดมีไว้ในครอบครองซึ่งซากของสัตว์ป่าคุ้มครองไว้ในมาตรา ๑๙ และมาตรา ๔๗ ได้บัญญัติว่า ผู้ใดฝ่าฝืน มาตรา ๑๖ และมาตรา ๑๙ ?ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสี่ปีหรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แสดงว่ากฎหมายมุ่งประสงค์ให้ลงโทษผู้กระทำการฝ่าฝืนมาตราใดมาตราหนึ่งหรือหลายมาตราคราวเดียวกันที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๔๗ เพียงกรรมเดียว ไม่ใช่หลายกรรมดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษามานั้น เห็นว่า การที่จะพิจารณาว่าการกระทำใดเป็นความผิดหลายกรรมหรือไม่ ต้องพิจารณาจากเจตนาของผู้กระทำเป็นสำคัญ ความผิดฐานล่าสัตว์ป่าคุ้มครอง และความผิดฐานมีไว้ในครอบครองซึ่งซากสัตว์ป่าคุ้มครอง มีองค์ประกอบของความผิดแตกต่างกันและแยกต่างหากจากกันจำเลยล่าสัตว์ป่าคุ้มครองโดยการเก็บหรือทำอันตรายด้วยประการใด ๆ แก่สัตว์ป่าคุ้มครองย่อมเป็นการกระทำโดยเจตนาที่จะล่าสัตว์ป่าคุ้มครองและเป็นความผิดสำเร็จ เมื่อจำเลยเก็บหรือทำอันตราย แก่สัตว์ป่าคุ้มครอง และการที่จำเลยมีไว้ในครอบครองซึ่งซากสัตว์ป่าคุ้มครอง จำนวน ๓๘ กระสอบตามฟ้อง ย่อมเป็นเจตนาอีกอันหนึ่งในการที่จะครอบครองซากสัตว์ป่าคุ้มครองจำนวน ๓๘ กระสอบ แยกต่างหากจากการเก็บหรือ ทำอันตรายแก่สัตว์ป่าคุ้มครอง ถือได้ว่าความผิดทั้งสองฐานเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องแยกความผิดทั้งสองฐานออกจากกันเป็นข้อ ก และ ข้อ ข ชัดเจน และมีคำขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดทั้งสองฐานโดยอ้างประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ มาด้วย ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ ย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดได้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๒ ในส่วนนี้ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น?
พิพากษายืน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4737/2545
พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดพัทยา โจทก์
นางบังอร แก้วอำไพหรือนิเต็ง จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดพัทยา · จำเลย - นางบังอร แก้วอำไพหรือนิเต็ง |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | สุวัฒน์ วรรธนะหทัย · มงคล คุปต์กาญจนากุล · ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดพัทยา - นายกำพล สุกีธร · ศาลอุทธรณ์ภาค 2 - นายณัฐวัสส์ บัณฑิตอาภรณ์ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา