⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1946/2546

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1946/2546

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งเกี่ยวกับวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนตามกฎหมายวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว จะต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดไว้เท่านั้น หากไม่เป็นไปตามเงื่อนไขดังกล่าว จะถือว่าอุทธรณ์ไม่ได้

ย่อคำพิพากษา

ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จำคุก คนละ 4 ปี อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534 มาตรา 104(2) ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ไปฝึกและอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดราชบุรี มีกำหนดขั้นต่ำคนละ 3 ปี ขั้นสูงคนละ 4 ปี กรณีเป็นเรื่องกำหนดวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนซึ่งตามมาตรา 121 ต้องห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ เว้นแต่เป็นกรณีที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ส่งเด็กหรือเยาวชนไปกักหรืออบรมตามมาตรา 105 มีกำหนดระยะเวลาขั้นสูงเกิน3 ปี จึงจะอุทธรณ์ได้ แต่กรณีดังกล่าวมิใช่การส่งไปกักและอบรมจึงอุทธรณ์ไม่ได้ ที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ฎีกาว่า คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว มิได้ระบุข้อเท็จจริงไม่ให้เหตุผลในการตัดสินและมิได้ระบุมาตราที่ยกขึ้นเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เมื่อศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ไว้โดยไม่ชอบคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวจึงไม่ชอบด้วยเช่นกัน ดังนั้น ฎีกาดังกล่าวแม้เป็นข้อกฎหมายแต่ไม่เป็นสาระอันควรได้รับการวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.15 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.249 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 ม.105 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 ม.121 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 ม.122

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2542 เวลากลางคืนหลังเที่ยงถึงวันที่ 8สิงหาคม 2542 เวลากลางคืนก่อนเที่ยงต่อเนื่องกัน จำเลยทั้งห้ากับพวกอีกหลายคนที่ยังไม่ได้ตัวมาฟ้องและมีอายุพ้นเกณฑ์เยาวชนแยกดำเนินคดีต่างหากแล้วได้ร่วมกันข่มขืนกระทำชำเรานางสาว ข. อายุ 20 ปี ผู้เสียหาย ซึ่งมิใช่ภริยาของจำเลยทั้งห้ากับพวกจนสำเร็จความใคร่หลายครั้ง โดยร่วมกันใช้กำลังประทุษร้ายฉุดลากกอดปล้ำผู้เสียหายห้อมล้อมขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะร่วมกันใช้กำลังประทุษร้ายหากผู้เสียหายขัดขืนไม่ยินยอมให้กระทำชำเรา จนผู้เสียหายอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้แล้วได้ร่วมกันผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายอันเป็นการร่วมกระทำผิดด้วยกันอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 276 ริบถุงยางอนามัย 7 อัน ของกลาง จำเลยทั้งห้าให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งห้ามีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 276 วรรคสอง, 83 ขณะกระทำผิดจำเลยที่ 1 และที่ 5 อายุ 17 ปี จำเลยที่ 2 และที่ 4 อายุ 16 ปี จำเลยที่ 3 อายุ 15 ปี ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 จำคุกคนละ 8 ปี จำเลยทั้งห้าให้การรับสารภาพมีเหตุบรรเทาโทษเห็นสมควรลดโทษกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 จำคุกคนละ 4 ปี อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534 มาตรา 104(2) (ที่ถูก มาตรา 105 ด้วย) ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งจำเลยทั้งห้าไปฝึกและอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดราชบุรีมีกำหนดขั้นต่ำคนละ 3 ปี ขั้นสูงคนละ 4 ปีนับแต่วันควบคุม ริบถุงยางอนามัย 7 อัน ของกลาง จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 อุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษ ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว จำเลยที่ 5 ถึงแก่ความตาย ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 5 จากสารบบความ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสอง, 83 จำคุกคนละ 8 ปี จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ให้การรับสารภาพ มีเหตุบรรเทาโทษเห็นสมควรลดโทษกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 4 ปี อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534 มาตรา 104(2) ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ไปฝึกและอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดราชบุรี มีกำหนดขั้นต่ำคนละ 3 ปี ขั้นสูงคนละ 4 ปี กรณีเป็นเรื่องกำหนดวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชน ซึ่งตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534 มาตรา 121 ต้องห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ เว้นแต่ (3) ถ้าเป็นกรณีที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ส่งเด็กหรือเยาวชนไปกักและอบรมตามมาตรา 105มีกำหนดระยะเวลาขั้นสูงเกิน 3 ปี จึงจะอุทธรณ์ได้ แต่ในคดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ส่งตัวจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ไปฝึกและอบรมขั้นต่ำคนละ 3 ปี และขั้นสูง 4 ปี จึงมิใช่การส่งไปกักและอบรมตามข้อยกเว้นดังกล่าว ในส่วนอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ก็เป็นเรื่องเฉพาะเกี่ยวกับกำหนดวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชน ทั้งไม่ปรากฏว่ามีการอนุญาตให้อุทธรณ์ตามมาตรา 122 ดังนั้น จึงต้องห้ามมิให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 อุทธรณ์ตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ไว้ และศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวรับพิจารณาและมีคำพิพากษาคดีจึงไม่ชอบ และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ไม่มีสิทธิฎีกาต่อมา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวไม่รับวินิจฉัยให้ สำหรับปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ที่ว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว มิได้ระบุข้อเท็จจริงไม่ให้เหตุผลในการตัดสินและมิได้ระบุมาตราที่ยกขึ้นเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ไว้โดยไม่ชอบ คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวจึงไม่ชอบด้วยเช่นกัน ดังนั้นฎีกาของจำเลยที่ 2ถึงที่ 4 ดังกล่าว แม้เป็นข้อกฎหมายแต่ไม่เป็นสาระอันควรได้รับการวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ พิพากษายกฎีกาของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 และยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว โดยให้บังคับคดีสำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น" ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1946/2546 พนักงานอัยการประจำศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดราชบุรี โจทก์ นาย ........ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการประจำศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดราชบุรี · จำเลย - นาย ........ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สบโชค สุขารมณ์ · อำนวย เต้พันธ์ · วสันต์ ตรีสุวรรณ
แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 770/2535ฎีกา 6025/2538ฎีกา 3206/2537ฎีกา 99/2541ฎีกา 3345/2535ฎีกา 2409/2551ฎีกา 3616/2558ฎีกา 8203/2538ฎีกา 1030/2509ฎีกา 7988/2551ฎีกา 710/2542ฎีกา 2186/2550ฎีกา 8884/2543ฎีกา 194/2543ฎีกา 5332/2553ฎีกา 4549/2540ฎีกา 4041/2542ฎีกา 6911/2544ฎีกา 1360/2544ฎีกา 6321/2544ฎีกา 4432/2534ฎีกา 3329/2550ฎีกา 218/2481ฎีกา 8444/2538
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · เนติบัณฑิตยสภา