⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2955/2546

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2955/2546

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
หากข้อหาที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องไปแล้ว และโจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ ข้อหาดังกล่าวย่อมถึงที่สุด และศาลอุทธรณ์จะพิพากษาลงโทษจำเลยในข้อหาที่ถึงที่สุดแล้วไม่ได้ เว้นแต่จะเป็นความผิดที่เกี่ยวเนื่องกันตามกฎหมาย

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 และพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางานฯ มาตรา 30,82,91 ตรี ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางานฯมาตรา 30 วรรคหนึ่ง,82 ยกฟ้องข้อหาอื่น จำเลยอุทธรณ์ขอให้ยกฟ้องทั้งหมด โดยโจทก์ไม่อุทธรณ์ ข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 และพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางานฯ มาตรา 91 ตรี จึงถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและความผิดดังกล่าวมีองค์ประกอบแตกต่างกับความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางานฯ มาตรา 30,82 ไม่เกี่ยวข้องกัน ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 และความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางานฯ มาตรา 91 ตรี มิได้เป็นส่วนหนึ่งของความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางานฯ มาตรา 30,82 อันจะทำให้ศาลลงโทษจำเลยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหก ทั้งกรณีไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้องเกี่ยวกับฐานความผิดซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 192 วรรคสาม มิให้ถือว่าต่างกันในข้อสาระสำคัญ ศาลอุทธรณ์จึงไม่อาจพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 และพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางานฯ มาตรา 91 ตรีได้ เป็นการเกินคำขอไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 215 ดังนั้น เมื่อระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ผู้เสียหายทั้งสองได้ขอถอนคำร้องทุกข์ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ก็ไม่จำต้องสั่งอีก

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.192 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.215 ประมวลกฎหมายอาญา ม.341 พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน ม.30 พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน ม.82

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 341 พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 4,30, 82, 91 ตรี และให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน 150,000 บาท แก่ผู้เสียหายทั้งสอง จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง, 82 ประกอบประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 จำคุก 3 ปี ข้อหาอื่นให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ประกอบมาตรา 83 พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 91 ตรี ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 91 ตรี ประกอบประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุก 3 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกมีว่า ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 และพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 91 ตรี ได้หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 และพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 30, 82, 91 ตรี ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง, 82 ยกฟ้องข้อหาอื่น จำเลยอุทธรณ์ขอให้ยกฟ้องทั้งหมด โดยโจทก์ไม่อุทธรณ์ข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 และพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 91 ตรี จึงถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและความผิดดังกล่าวมีองค์ประกอบแตกต่างกับความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 30, 82 ไม่เกี่ยวข้องกัน ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 และความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานฯ มาตรา 91 ตรี มิได้เป็นส่วนหนึ่งของความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานฯ มาตรา 30, 82 อันจะทำให้ศาลลงโทษจำเลยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหก ทั้งกรณีไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้องเกี่ยวกับฐานความผิดซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสาม มิให้ถือว่าต่างกันในข้อสาระสำคัญ ศาลอุทธรณ์จึงไม่อาจพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 และพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 91 ตรี ได้ เป็นการเกินคำขอ ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 215 ดังนั้น แม้ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ผู้เสียหายทั้งสองได้ขอถอนคำร้องทุกข์ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ก็ไม่จำต้องสั่งอีก สำหรับปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ว่า จำเลยร่วมกับนายวสันต์เผ่าปิติ และนายเดชา เผ่าปิติ กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง, 82 โดยจัดหางานให้นายเจนเกิดทอง และนายพาน เกิดทอง คนหางานเพื่อไปทำงานในประเทศสาธารณรัฐเกาหลีหรือไม่ ข้อเท็จจริงในชั้นฎีกาฟังได้ว่า นายเจนและนายพานเป็นพี่น้องกันและเป็นญาติกับนายชวน คล้ายทอง ซึ่งทำงานอยู่ในบริษัทจัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศแห่งหนึ่ง จำเลยเช่าร้านค้าของการเคหะแห่งชาติประกอบอาชีพรับจ้างซักรีดและปะเย็บเสื้อผ้าอยู่ในบริเวณแฟลตพิบูลย์วัฒนาติดกับร้านค้าของนายวสันต์และนายเดชา เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2539 นายชวนได้พานายเจนและนายพานไปยังแฟลตพิบูลย์วัฒนา และนายเจนกับนายพานได้พบจำเลยนายวสันต์และนายเดชา แล้วได้สมัครไปทำงานในประเทศสาธารณรัฐเกาหลีโดยยอมเสียเงินค่าบริการเป็นการตอบแทน ต่อมาวันที่ 31 มกราคม 2539 นายเจนและนายพานได้นำเงินค่าบริการส่วนหนึ่งไปชำระให้แก่นายวสันต์ที่ศูนย์การค้าหลักสี่พลาซ่าโดยจำเลยไปด้วย และลงลายมือชื่อเป็นพยานในหลักฐานการชำระเงินไว้ แล้ววันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2539 จำเลยได้พานายเจนและนายพานไปพบนายวสันต์และนายเดชาที่สนามบินดอนเมือง นายเจนและนายพานได้ชำระเงินค่าบริการส่วนที่เหลือให้แก่นายวสันต์ แล้วนายวสันต์และนายเดชาได้จัดให้คนนำทางพานายเจนและนายพานขึ้นเครื่องบินเดินทางไปยังประเทศสาธารณรัฐเกาหลี แต่เมื่อไปถึงปรากฏว่าเจ้าพนักงานตรวจคนเข้าเมืองของประเทศดังกล่าวไม่ยอมให้นายเจนและนายพานเข้าประเทศและส่งตัวกลับมายังประเทศไทย เห็นว่า นายเจนพยานโจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า นายชวนเคยติดต่อจัดส่งคนในหมู่บ้านพยานไปทำงานในต่างประเทศมาแล้วหลายรายโดยนายชวนจะเรียกและรับเงินเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในเบื้องต้น เช่น ค่าทำหนังสือเดินทางไม่ต่ำกว่ารายละ 20,000 บาท ก่อนเกิดเหตุนายชวนแนะนำให้พยานไปทำงานในต่างประเทศ เหตุที่พยานและนายพานตกลงไปทำงานในต่างประเทศก็เพราะเชื่อนายชวน นายชวนเป็นผู้จัดทำหนังสือเดินทางให้พยานและนายพานก่อนประมาณ 1 เดือน และได้พาไปสมัครทำงานที่ประเทศไต้หวันกับบริษัทที่นายชวนเป็นพนักงานแล้ว แต่พยานไม่สามารถไปทำงานได้เพราะไม่ผ่านการตรวจโรค พยานจึงให้นายชวนพาไปสมัครทำงานที่ประเทศสาธารณรัฐเกาหลี โดยนายชวนเป็นคนตั้งยอดเงินค่าใช้จ่ายไว้คนละ 75,000 บาท ซึ่งรวมทั้งค่าทำหนังสือเดินทางและค่าตั๋วเครื่องบิน นายชวนพาพยานและนายพานไปที่ร้านจำเลย แล้วกลับไปโดยให้พยานและนายพานรออยู่ที่นั่น จากนั้นนายวสันต์และนายเดชาได้เดินทางมาพบพยานและนายพาน พยานพูดคุยกับนายวสันต์เรื่องการเดินทางไปประเทศสาธารณรัฐเกาหลี นายวสันต์บอกว่าค่าใช้จ่ายทั้งหมดคนละ 60,000 บาท ให้ไปหาเงินมาจะพาเดินทางใน 7 วัน จำเลยชอบช่วยเหลือคนอื่น พยานและนายพานขอให้จำเลยพาไปติดต่อยังที่ต่าง ๆ จำเลยก็พาไป และพยานเป็นผู้ให้จำเลยลงชื่อเป็นพยานในหนังสือหลักฐานการชำระเงิน หากจำเลยไม่ลงชื่อพยานก็จะไม่ชำระเงินค่าบริการให้นายวสันต์ วันเดินทางนายชวนไม่ได้ไปส่ง พยานเป็นผู้ขอให้จำเลยพาพยานและนายพานไปสนามบินดอนเมืองจำเลยไม่รู้จักกับคนที่พาพยานและนายพานเดินทางไปยังประเทศสาธารณรัฐเกาหลีหลังจากกลับมายังประเทศไทยแล้ว พยานได้โทรศัพท์ติดต่อนายวสันต์ นายวสันต์ได้คืนเงินให้โดยจ่ายเป็นเช็คแต่ขึ้นเงินไม่ได้ และพยานพาจำเลยไปที่บ้านนายชวนเพื่อพูดคุยกันว่าจะทำอย่างไรดี เจือสมกับข้อนำสืบของจำเลยข้อเท็จจริงน่าเชื่อตามที่จำเลยนำสืบว่า นายชวนพานายเจนและนายพานไปติดต่อทำงานในประเทศสาธารณรัฐเกาหลีกับนายวสันต์และนายเดชาที่ร้านค้าของบุคคลดังกล่าว ซึ่งอยู่ติดร้านจำเลย โดยจำเลยไม่ได้เกี่ยวข้อง หลังจากตกลงกันแล้วนายเจนและนายพานจึงได้มาพูดคุยให้จำเลยฟังแล้วนายเจนได้ขอให้จำเลยช่วยไปเป็นพยานในการชำระเงินค่าบริการให้แก่นายวสันต์และนายเดชา และขอให้จำเลยช่วยพาไปยังสนามบินดอนเมืองในวันออกเดินทาง จำเลยก็ช่วยเหลือเพราะเห็นว่าเป็นคนต่างจังหวัดเหมือนกัน จำเลยหาได้เป็นผู้จัดหางานหรือร่วมกับนายวสันต์และนายเดชาจัดหางานให้นายเจนและนายพานไม่ จำเลยจึงไม่มีความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 30,82 ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องเสียทั้งหมด ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2955/2546 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นาง มารยาท ศิลาจันทร์ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด · จำเลย - นาง มารยาท ศิลาจันทร์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)จรัส พวงมณี · ประสพสุข บุญเดช · สมชาย พงษธา
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1656/2544ฎีกา 7083/2538ฎีกา 9114/2552ฎีกา 681/2491ฎีกา 892/2497ฎีกา 712/2559ฎีกา 2303/2518ฎีกา 599/2532ฎีกา 6293/2541ฎีกา 6196/2534ฎีกา 1992/2530ฎีกา 20/2491ฎีกา 1795/2493ฎีกา 1411/2499ฎีกา 4225/2559ฎีกา 620/2490ฎีกา 119/2517ฎีกา 1368/2509ฎีกา 3814/2549ฎีกา 901/2480ฎีกา 4519/2544ฎีกา 2766/2546ฎีกา 2292/2540ฎีกา 16889/2555
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ