⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 6066/2546

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6066/2546

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การฟ้องคดีซ้อนเกิดขึ้นเมื่อมีการฟ้องคดีใหม่ในขณะที่คดีเดิมซึ่งมีประเด็นเดียวกันอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล

ย่อคำพิพากษา

คดีก่อนโจทก์เคยให้พนักงานอัยการจังหวัดปราจีนบุรี ยื่นคำร้องขอให้ตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของพระภิกษุทองดี โดยอ้างว่าเป็นทรัพย์สินของพระภิกษุทองดีที่ได้มาก่อนเวลาที่อยู่ในสมณเพศ จำเลยได้ยื่นคำคัดค้านในคดีก่อนว่า ทรัพย์ที่จะขอตั้งผู้จัดการมรดกเป็นทรัพย์สินของพระภิกษุทองดีที่ได้มาระหว่างเวลาที่อยู่ในสมณเพศตกเป็นของวัดจำเลยที่เป็นภูมิลำเนาของพระภิกษุทองดี คดีดังกล่าวจึงมีประเด็นว่า พระภิกษุทองดีได้ทรัพย์สินมาก่อนเวลาที่อยู่ในสมณเพศหรือไม่ และเป็นทรัพย์มรดกตกทอดแก่โจทก์หรือไม่ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดคดีว่า ทรัพย์สินของพระภิกษุทองดีได้มาในระหว่างเวลาที่อยู่ในสมณเพศ จึงตกเป็นของวัดจำเลยที่เป็นภูมิลำเนาของพระภิกษุทองดี ไม่มีเหตุที่จะตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดก ขณะคดีอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้โดยกล่าวอ้างทำนองเดียวกันกับคดีก่อนว่า ทรัพย์มรดกพิพาทเป็นทรัพย์สินที่พระภิกษุทองดีได้มาก่อนบวชเป็นพระภิกษุที่วัดจำเลย จำเลยให้การต่อสู้ว่าทรัพย์มรดกพิพาทเป็นทรัพย์สินที่พระภิกษุทองดีได้มาในระหว่างเวลาที่อยู่ในสมณเพศจึงตกเป็นสมบัติของวัดจำเลย เมื่อในคดีก่อนพนักงานอัยการจังหวัดปราจีนบุรีร้องขอแทนโจทก์ ศาลชั้นต้นดำเนินคดีอย่างมีข้อพิพาท ย่อมถือได้ว่าเป็นการฟ้องคดีแทนโจทก์ด้วย ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 188 (4) ดังนั้น การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ในขณะที่คดีก่อนยังอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 โดยฟ้องของโจทก์คดีนี้กับคดีก่อนมีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยเป็นอย่างเดียวกัน ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้อนกับคดีก่อน ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1)

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.173 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.188

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่าที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๔๓๑ และเลขที่ ๓๒๗๗ พร้อมด้วยทรัพย์สินอื่นเป็นของโจทก์ ให้จำเลยไปจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินทั้งสองแปลงและให้ส่งมอบกำปั่นและทรัพย์สินอื่นคืนแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ห้ามจำเลยเกี่ยวข้องกับทรัพย์ทั้งหมดอีกต่อไป จำเลยให้การว่า โจทก์เคยให้พนักงานอัยการร้องขอตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของพระภิกษุทองดี จำเลยได้คัดค้านว่าเป็นทรัพย์สินที่พระภิกษุทองดีได้มาระหว่างบวชอยู่ที่วัดจำเลย ศาลชั้นต้นยกคำร้องขอโดยเห็นว่า เป็นทรัพย์สินที่พระภิกษุทองดีได้มาระหว่างอยู่ในสมณเพศตกแก่จำเลยตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๗๖๙/๒๕๓๙ ของศาลชั้นต้น โจทก์ฟ้องคดีนี้ซึ่งเป็นเรื่องเดียวกันจึงเป็นฟ้องซ้อน ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้อนหรือฟ้องซ้ำหรือเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๗๖๙/๒๕๓๙ ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๗๖๙/๒๕๓๙ ของศาลชั้นต้น พนักงานอัยการจังหวัดปราจีนบุรียื่นคำร้องขอให้ตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของพระภิกษุทองดี โดยอ้างว่าเป็นทรัพย์สินของพระภิกษุทองดีที่ได้มาก่อนเวลาที่อยู่ในสมณเพศ แต่เมื่อจำเลยคดีนี้ยื่นคัดค้านในคดีดังกล่าวว่าทรัพย์มรดกของพระภิกษุทองดีที่จะขอตั้งผู้จัดการมรดกนั้นเป็นทรัพย์สินของพระภิกษุทองดีที่ได้มาในระหว่างเวลาที่อยู่ในสมณเพศ เมื่อพระภิกษุทองดีถึงแก่มรณภาพจึงตกเป็นสมบัติของวัดจำเลยที่เป็นภูมิลำเนาของพระภิกษุทองดี ขอให้ยกคำร้องขอให้ตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดก คดีดังกล่าวจึงมีประเด็นว่า พระภิกษุทองดีได้ทรัพย์สินมาก่อนเวลาที่อยู่ในสมณเพศหรือไม่ และเป็นทรัพย์มรดกตกทอดแก่โจทก์หรือไม่ เมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดคดีว่า ทรัพย์สินของพระภิกษุทองดีได้มาในระหว่างเวลาที่อยู่ในสมณเพศ เมื่อพระภิกษุทองดีถึงแก่มรณภาพ ทรัพย์สินของพระภิกษุทองดีจึงตกเป็นของวัดจำเลย ที่เป็นภูมิลำเนาของพระภิกษุทองดี ไม่มีเหตุที่จะตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดก ขณะคดีดังกล่าวอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ต่อมาวันที่ ๒๙ เมษายน ๒๕๔๐ โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ โดยกล่าวอ้างทำนองเดียวกันกับคดีก่อนว่า ทรัพย์มรดกพิพาทเป็นของพระภิกษุทองดีที่ได้มาก่อนบวชเป็นพระภิกษุที่วัดจำเลย จำเลยก็ให้การต่อสู้ว่า ทรัพย์มรดกพิพาทเป็นทรัพย์สินที่พระภิกษุทองดีได้มาในระหว่างเวลาที่อยู่ในสมณเพศจึงตกเป็นสมบัติของวัดจำเลย แม้คดีก่อนพนักงานอัยการจังหวัดปราจีนบุรีจะเป็นผู้ร้องขอให้ตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดก แต่เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นทายาทมีสิทธิร้องขอให้ตั้งตนเองเป็นผู้จัดการมรดกได้อยู่แล้วให้พนักงานอัยการจังหวัดปราจีนบุรีร้องขอแทน จึงถือได้ว่าเป็นการร้องขอแทนโจทก์ เมื่อคดีดังกล่าวศาลชั้นต้นดำเนินคดีอย่างคดีมีข้อพิพาท ย่อมถือได้ว่าพนักงานอัยการจังหวัดปราจีนบุรีฟ้องคดีแทนโจทก์ด้วย ตามนัยแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๘๘ (๔) ดังนั้นการที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ในขณะที่คดีก่อนยังอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค ๑ โดยฟ้องของโจทก์ในคดีนี้กับคดีก่อนมีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยเป็นอย่างเดียวกัน ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้อนกับคดีก่อน ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๓ วรรคสอง (๑) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6066/2546 นางสมจิตต์ อินทพงศ์ โจทก์ วัดศรีมงคล จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางสมจิตต์ อินทพงศ์ · จำเลย - วัดศรีมงคล
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สมชัย เกษชุมพล · จำรูญ แสนภักดี · สุมิตร สุภาดุลย์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดปราจีนบุรี - นายรุ่งเรือง ลำพองชาติ · ศาลอุทธรณ์ภาค 2 - นายณัฐวัสส์ บันฑิตอาภรณ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 477/2491ฎีกา 388-389/2511ฎีกา 1727/2551ฎีกา 5882/2541ฎีกา 2821/2523ฎีกา 2069/2552ฎีกา 256/2507ฎีกา 5080/2542ฎีกา 4141-4142/2565ฎีกา 1206/2533ฎีกา 5640/2540ฎีกา 9331/2542ฎีกา 2585/2525ฎีกา 1397/2494ฎีกา 2204/2535ฎีกา 2410/2523ฎีกา 851/2551ฎีกา 2622/2516ฎีกา 369/2522ฎีกา 5822/2550ฎีกา 4092/2543ฎีกา 2898/2530ฎีกา 7280/2549ฎีกา 10554/2557
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา