⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 691/2546

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 691/2546

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่คู่ความยื่นบัญชีระบุพยานฝ่าฝืนบทบัญญัติเรื่องการอ้างพยานหลักฐาน ศาลมีอำนาจสั่งเพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบได้ตามดุลพินิจของศาล แม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดขอก็ตาม

ย่อคำพิพากษา

การที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 88 วรรคหนึ่ง และมาตรา 87(2) บัญญัติวางหลักเบื้องต้นของกฎหมายไว้ ก็เพื่อให้คู่ความแต่ละฝ่ายมีโอกาสทราบว่าคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งจะอ้างพยานหลักฐานใดบ้าง ป้องกันไม่ให้เกิดการจู่โจมทางพยาน จึงเป็นบทบัญญัติที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรมการที่จำเลยมิได้ปฏิบัติเช่นนั้นและศาลเห็นสมควร ศาลมีอำนาจใช้ดุลพินิจสั่งเพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 27 วรรคหนึ่ง แม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดขอก็ตาม สำหรับกรณีที่คู่ความฝ่ายที่ต้องเสียหายเป็นผู้ยกขึ้นอ้าง จึงจะตกอยู่ในบังคับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 27 วรรคสอง ดังนั้นประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคสองจึงไม่เกี่ยวกับกรณีที่ศาลใช้ดุลพินิจ เมื่อจำเลยทั้งสามยื่นบัญชีระบุพยานฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 88 วรรคหนึ่ง ทั้งจำเลยทั้งสามมิได้ดำเนินการแก้ไขข้อผิดหลงของจำเลยทั้งสามขอให้ศาลรับบัญชีระบุพยานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 88 วรรคสุดท้าย หรือขอให้ศาลสืบพยานหลักฐานจำเลยทั้งสามโดยฝ่าฝืนบทบัญญัติมาตรา 88 วรรคหนึ่ง ตามมาตรา 87(2) ศาลชั้นต้นชอบที่จะเพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.27 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.87 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.88

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินตามสัญญาบัญชีเดินสะพัดสัญญาเบิกเงินเกินบัญชี สัญญาค้ำประกันและสัญญาจำนองจำนวน 532,636.44 บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ในต้นเงิน 484,697.83 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์ หากไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน จำเลยทั้งสามให้การ ขอให้ยกฟ้อง ในวันนัดสืบพยานโจทก์ วันที่ 22 มิถุนายน 2541 จำเลยทั้งสามไม่มาศาลศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจำเลยทั้งสามขาดนัดพิจารณากับพิจารณาคดีโจทก์ไปฝ่ายเดียวหลังจากนั้นมีการเลื่อนไปนัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ 31 กรกฎาคม 2541 วันที่ 15กันยายน 2541 และนัดสืบพยานโจทก์จำเลยในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2541 โดยในวันที่ 7กันยายน 2541 ทนายจำเลยทั้งสามยื่นบัญชีระบุพยาน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับบัญชีระบุพยานดังกล่าว ต่อมาในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2541 ศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งในรายงานกระบวนพิจารณาว่า การสั่งรับบัญชีระบุพยานของจำเลยทั้งสามเป็นการสั่งโดยผิดหลงจึงมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งรับบัญชีระบุพยานนั้น และสั่งใหม่เป็นไม่รับบัญชีระบุพยานดังกล่าว ส่วนจำเลยทั้งสามแถลงไม่ติดใจสืบพยาน แล้วศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 484,697.83 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปีในต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 4 กันยายน 2540) ต้องไม่เกิน 47,938.61บาท หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 5154 ตำบลบ้านใต้อำเภอเมืองกาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน จำเลยทั้งสามอุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน จำเลยทั้งสามฎีกา ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา บริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ. 2541มาตรา 7 ศาลฎีกาอนุญาต ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า ศาลชั้นต้นนัดสืบพยานโจทก์อันเป็นวันเริ่มต้นสืบพยานครั้งแรกในคดีนี้วันที่ 22 มิถุนายน 2541 จำเลยทั้งสามยื่นบัญชีระบุพยานและศาลมีคำสั่งรับบัญชีระบุพยานดังกล่าววันที่ 7 กันยายน 2541ต่อมาวันที่ 3 พฤศจิกายน 2541 ศาลชั้นต้นสั่งว่า การสั่งรับบัญชีระบุพยานจำเลยทั้งสามดังกล่าว เป็นการสั่งโดยผิดหลง ไม่เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 88 วรรคหนึ่ง อาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 จึงมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งรับบัญชีระบุพยานเป็นไม่รับบัญชีระบุพยานของจำเลยทั้งสาม ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยมีว่า คำสั่งเพิกถอนกระบวนพิจารณาดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า ที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 88 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า คู่ความจะต้องยื่นบัญชีระบุพยานก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน และมาตรา 87(2) บัญญัติว่า ห้ามมิให้ศาลรับฟังพยานหลักฐานใดเว้นแต่คู่ความฝ่ายที่อ้างพยานหลักฐานได้แสดงความจำนงที่จะอ้างพยานหลักฐานดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 88 การที่กฎหมายบัญญัติวางหลักเบื้องต้นไว้เช่นนี้ ก็เพื่อให้คู่ความแต่ละฝ่ายมีโอกาสทราบว่าคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งจะอ้างพยานหลักฐานใดบ้าง ป้องกันไม่ให้เกิดการจู่โจมทางพยานจึงเป็นบทบัญญัติที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรม การที่จำเลยมิได้ปฏิบัติเช่นนั้นและศาลเห็นสมควร ศาลมีอำนาจใช้ดุลพินิจของศาลเองสั่งเพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นได้ตามมาตรา 27วรรคหนึ่ง แม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดขอก็ตาม สำหรับกรณีที่คู่ความฝ่ายที่ต้องเสียหายเป็นผู้ยกขึ้นอ้าง จึงจะตกอยู่ในบังคับมาตรา 27 วรรคสอง ว่าจะต้องยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องก่อนมีคำพิพากษา แต่ต้องไม่เกินแปดวันนับแต่วันที่คู่ความฝ่ายนั้นได้ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้น แต่ทั้งนี้คู่ความฝ่ายนั้นต้องมิได้ดำเนินการอันใดขึ้นใหม่หลังจากที่ได้ทราบเรื่องผิดระเบียบแล้ว หรือต้องมิได้ให้สัตยาบันแก่การผิดระเบียบนั้น ๆ ดังนั้น มาตรา 27 วรรคสอง ไม่เกี่ยวกับกรณีที่ศาลใช้ดุลพินิจของศาลเองดังเช่นคดีนี้ เมื่อจำเลยทั้งสามยื่นบัญชีระบุพยานฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติมาตรา 88 วรรคหนึ่งทั้งจำเลยทั้งสามมิได้ดำเนินการแก้ไขข้อผิดหลงของจำเลยทั้งสามขอให้ศาลรับบัญชีระบุพยานตามมาตรา 88 วรรคสุดท้าย หรือขอให้ศาลสืบพยานหลักฐานจำเลยทั้งสามโดยฝ่าฝืนบทบัญญัติมาตรา 88 วรรคหนึ่งตามมาตรา 87(2) การเพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบของศาลชั้นต้นจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 691/2546 ธนาคาร นครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) โดยบริษัท บริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน โจทก์ นาย สนธิพร ถนอมทรัพย์ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ธนาคาร นครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) โดยบริษัท บริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน · จำเลย - นาย สนธิพร ถนอมทรัพย์ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์ · สายันต์ สุรสมภพ · เรวัตร อิศราภรณ์
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 7980/2551ฎีกา 3813/2535ฎีกา 345/2520ฎีกา 280/2530ฎีกา 2076/2542ฎีกา 2307/2518ฎีกา 3007/2525ฎีกา 2732/2534ฎีกา 4637/2567ฎีกา 698/2537ฎีกา 149/2526ฎีกา 1416-1418/2508ฎีกา 1572/2511ฎีกา 1969/2515ฎีกา 421/2532ฎีกา 4549/2540ฎีกา 2752/2537ฎีกา 3589/2525ฎีกา 280/2505ฎีกา 7937/2538ฎีกา 8108/2542ฎีกา 5647/2537ฎีกา 2356/2534ฎีกา 5094/2565
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ