⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2554/2547

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2554/2547

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
คำร้องขอขยายกำหนดยื่นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แม้ศาลมีคำสั่งอนุญาต ก็ไม่ทำให้คำร้องนั้นชอบ และการยื่นฎีกาเมื่อพ้นกำหนดแล้วย่อมไม่มีผลย้อนหลังไปทำให้คำร้องที่ชอบ. การที่ศาลอุทธรณ์ปรับใช้กฎหมายที่แก้ไขใหม่ซึ่งเป็นคุณแก่จำเลย และลงโทษจำคุกไม่เกินห้าปีต่อกระทง ถือเป็นการแก้ไขเล็กน้อย จึงห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากผู้พิพากษาที่พิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษา.

ย่อคำพิพากษา

จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอขยายกำหนดยื่นฎีกา โดยผู้ที่ไม่มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยแต่ละคน จึงเป็นคำร้องที่ไม่ชอบ แม้ศาลชั้นต้นจะสั่งอนุญาตตามที่ขอก็ถือไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองได้รับอนุญาตให้ขยายกำหนดยื่นฎีกาตามคำร้อง เมื่อจำเลยทั้งสองยื่นฎีกาล่วงเลยกำหนดยื่นฎีกาแล้วก็ไม่มีผลย้อนไปทำให้คำร้องขอขยายกำหนดยื่นฎีกาที่ไม่ชอบดังกล่าว ให้เป็นคำร้องที่ชอบ ในระหว่างพิจารณาคดีของศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีการแก้ไขกฎหมายบทความผิดและบทกำหนดโทษ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 เพียงแต่ปรับใช้บทกฎหมายส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยทั้งสองตาม ป.อ. มาตรา 3 และแก้ไขโทษให้เหมาะสมสอดคล้องกับกฎหมายใหม่เป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้ไขเล็กน้อยและให้ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองแต่ละคนไม่เกินกระทงละห้าปี จึงห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง การที่จำเลยยื่นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงมาโดยมิได้ร้องขอหรือดำเนินการให้ผู้พิพากษาที่พิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ภาค 7 อนุญาตให้ฎีกาได้ จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบ ต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.15 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.218 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.23 ประมวลกฎหมายอาญา ม.3

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7 (1), 8, 15, 66 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง (ที่ถูกต้องประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83) การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกคนละ 6 ปี ฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุกคนละ 5 ปี รวมจำคุกคนละ 11 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 7 ปี 4 เดือน ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกคนละ 4 ปี ฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุกคนละ 4 ปี เมื่อลดโทษให้จำเลยทั้งสองหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 4 ปี 16 เดือน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2546 ซึ่งจะครบกำหนดยื่นฎีกาในวันที่ 28 เมษายน 2546 ก่อนครบกำหนดจำเลยทั้งสองต่างยื่นคำร้องขอขยายกำหนดยื่นฎีกาไปถึงวันที่ 13 พฤษภาคม 2546 ศาลชั้นต้นอนุญาต แต่ปรากฏว่าคำร้องดังกล่าวยื่นโดยผู้ที่ไม่มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยแต่ละคน กล่าวคือ คำร้องของจำเลยที่ 1 มีนายพินิจ ลักษณวิศิษฎ์ ซึ่งเป็นทนายความของจำเลยที่ 2 ลงชื่อเป็นผู้ร้อง ส่วนคำร้องของจำเลยที่ 2 มีนายประทีป ธรรมวิรักษ์ ทนายความของจำเลยที่ 1 ลงชื่อเป็นผู้ร้อง คำร้องขอขยายกำหนดยื่นฎีกาของจำเลยทั้งสองจึงไม่ชอบ แม้ศาลชั้นต้นจะสั่งอนุญาตตามที่จำเลยทั้งสองขอก็ถือไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองได้รับอนุญาตให้ขยายกำหนดยื่นฎีกาตามคำร้อง เมื่อจำเลยทั้งสองยื่นฎีกาในวันที่ 1 กรกฎาคม 2546 จึงล่วงเลยกำหนดยื่นฎีกาแล้ว แม้จำเลยที่ 1 จะยื่นฎีกาพร้อมแต่งตั้งนายพินิจ ลักษณวิศิษฎ์ เป็นทนายความของจำเลยที่ 1 ด้วย แต่ก็ไม่มีผลย้อนไปทำให้คำร้องขอขยายกำหนดยื่นฎีกาที่ไม่ชอบดังกล่าว ให้เป็นคำร้องที่ชอบ นอกจากนี้ยังปรากฏว่าในระหว่างพิจารณาคดีนี้ของศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีการแก้ไขกฎหมายบทความผิดและบทกำหนดโทษ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ก็เพียงแต่ปรับใช้บทกฎหมายส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 และแก้ไขโทษให้เหมาะสมสอดคล้องกับกฎหมายใหม่เท่านั้น ซึ่งเป็นกรณีศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้ไขเล็กน้อยและให้ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองแต่ละคนไม่เกินกระทงละห้าปี จึงห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง การที่จำเลยทั้งสองยื่นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงมาโดยมิได้ร้องขอหรือดำเนินการให้ผู้พิพากษาที่พิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ภาค 7 อนุญาตให้ฎีกาได้จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าวแม้ศาลชั้นต้นจะรับฎีกาของจำเลยทั้งสองไว้ ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัยให้" พิพากษายกฎีกาของจำเลยทั้งสอง ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2554/2547 พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรสาคร โจทก์ นายนิตร ทองถนอม กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรสาคร · จำเลย - นายนิตร ทองถนอม กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์ · ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช · รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 99/2541ฎีกา 3345/2535ฎีกา 7032/2539ฎีกา 1588/2479ฎีกา 3542/2545ฎีกา 10648/2554ฎีกา 4276/2534ฎีกา 7988/2551ฎีกา 2186/2550ฎีกา 1638/2492ฎีกา 8735/2542ฎีกา 6416/2541ฎีกา 6911/2544ฎีกา 2963/2535ฎีกา 3192/2532ฎีกา 6321/2544ฎีกา 51/2502ฎีกา 3329/2550ฎีกา 11/2539ฎีกา 1165/2537ฎีกา 540/2485ฎีกา 1166/2491ฎีกา 4636/2543ฎีกา 149/2521
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ