⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3466/2547

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3466/2547

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
หากไม่แน่ว่าการกระทำผิดอาญาเกิดขึ้นในท้องที่ใด พนักงานสอบสวนในท้องที่ที่เกี่ยวข้องมีอำนาจสอบสวนได้ แต่หากจับผู้ต้องหาได้แล้ว พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบคือพนักงานสอบสวนซึ่งท้องที่ที่จับผู้ต้องหาได้อยู่ในเขตอำนาจ.

ย่อคำพิพากษา

กรณีเป็นการไม่แน่ว่าการกระทำผิดอาญาได้กระทำในท้องที่ใดในระหว่างหลายท้องที่ พนักงานสอบสวนในท้องที่หนึ่งท้องที่ใดที่เกี่ยวข้องมีอำนาจสอบสวนได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 19 วรรคหนึ่ง (1) และวรรคสอง ถ้าจับผู้ต้องหาได้แล้วพนักงานสอบสวนที่จะเป็นผู้รับผิดชอบในการสอบสวนคดีดังกล่าวคือพนักงานสอบสวนซึ่งท้องที่ที่จับผู้ต้องหาได้อยู่ในเขตอำนาจตามวรรคสาม (ก) ของมาตราดังกล่าว คดีนี้ข้อเท็จจริงยังฟังไม่ชัดแจ้งว่าเหตุเกิดในท้องที่ใดแน่ระหว่างอำเภอบัวใหญ่กับอำเภอแก้งสนามนาง แต่จำเลยถูกจับกุมที่อำเภอแก้งสนามนาง โดยมีเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอบัวใหญ่หลายคนเป็นผู้ร่วมจับกุม ดังนั้น พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบในคดีนี้คือพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอแก้งสนามนาง มิใช่พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอบัวใหญ่ เมื่อพันตำรวจตรี ว. สารวัตรสืบสวนสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอบัวใหญ่ ซึ่งมิใช่พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบเป็นผู้สรุปสำนวนและทำความเห็นว่าควรสั่งฟ้องหรือสั่งไม่ฟ้องจำเลยคดีนี้แล้วส่งไปพร้อมสำนวน เพื่อให้พนักงานอัยการพิจารณาตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.อ. มาตรา 140 และ 141 ก็ถือไม่ได้ว่ามีการสอบสวนในความผิดนั้นโดยชอบตาม ป.วิ.อ. มาตรา 120 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.19 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.120 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.140 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.141

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80, 91, 33, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบของกลาง จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหาทำและมีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนและพาอาวุธปืนติดตัวไปในหมู่บ้านโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ส่วนข้อหาพยายามฆ่าให้การว่ากระทำความผิดโดยบันดาลโทสะ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธ พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 81, 371 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานทำและมีอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในหมู่บ้านโดยไม่ได้รับใบอนุญาตเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นบทหนักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 3 ปี คำให้การของจำเลยในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้สำหรับความผิดเกี่ยวกับพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ กระทงละกึ่งหนึ่งคงจำคุกระทงละ 6 เดือน รวม 2 กระทง และลดโทษให้หนึ่งในสามสำหรับความผิดฐานพยานยามฆ่าผู้อื่น คงจำคุก 2 ปี รวมจำคุก 2 ปี 12 เดือน ริบของกลาง โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โจทก์อ้างว่าคดีนี้ข้อเท็จจริงยังฟังไม่ชัดแจ้งว่าเหตุเกิดขึ้นในท้องที่ใดแน่ ระหว่างอำเภอบัวใหญ่กับอำเภอแก้งสนามนาง ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 19 วรรคหนึ่ง (1) และวรรคสอง ได้บัญญัติให้พนักงานสอบสวนในท้องที่สองอำเภอมีอำนาจทำการสอบสวน เมื่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอบัวใหญ่ โดยพันตำรวจตรีวิจิตร ปัญญาปรุ พนักงานสอบสวนได้ทำการสอบสวนจำเลยในคดีนี้แล้วก็เท่ากับว่ามีการสอบสวนจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120 แล้ว ซึ่งรวมถึงมีอำนาจในการทำความเห็นสั่งฟ้องและสั่งไม่ฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 140 และ 141 แล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า กรณีดังกล่าวพนักงานสอบสวนในท้องที่หนึ่งท้องที่ใดที่เกี่ยวข้องมีอำนาจสอบสวนได้ตามมาตรา 19 วรรคสอง แต่ตามวรรคสาม (ก) ของมาตราดังกล่าวระบุไว้ชัดว่า พนักงานสอบสวนที่เป็นผู้รับผิดชอบในการสอบสวนคือพนักงานสอบสวนซึ่งท้องที่ที่จับผู้ต้องหาได้อยู่ในเขตอำนาจสำหรับคดีนี้ปรากฏตามบันทึกการจับกุมเอกสารหมาย จ.6 ว่า จำเลยถูกจับกุมได้ที่บ้านผู้ใหญ่บ้านโสกน้ำขุ่น หมู่ที่ 8 ตำบลโนนสำราญ อำเภอแก้งสนามนาง จังหวัดนครราชสีมาโดยมีพันตำรวจตรีวิจิตร ปัญญาปรุ สารวัตรสืบสวนสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอบัวใหญ่กับเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอบัวใหญ่อีกหลายคนเป็นผู้ร่วมจับกุม ฉะนั้น พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบในคดีนี้ คือพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอแก้งสนามนางมิใช่พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอบัวใหญ่เมื่อพันตำรวจตรีวิจิตรซึ่งมิใช่พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบเป็นผู้สรุปสำนวนและทำความเห็นว่าควรสั่งฟ้องหรือสั่งไม่ฟ้องจำเลยคดีนี้แล้วส่งไปพร้อมสำนวนเพื่อให้พนักงานอัยการพิจารณาตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 140 และ 141 ก็ถือไม่ได้ว่าได้มีการสอบสวนในความผิดนั้นโดยชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3466/2547 พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดบัวใหญ่ โจทก์ นายไสย โนนตะสี จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดบัวใหญ่ · จำเลย - นายไสย โนนตะสี
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)วิบูลย์ นนทสูติ · วสันต์ ตรีสุวรรณ · สมบัติ อรรถพิมล
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 99/2541ฎีกา 5603/2542ฎีกา 9729/2556ฎีกา 1379/2524ฎีกา 80/2493ฎีกา 3593/2529ฎีกา 1362/2537ฎีกา 3423/2548ฎีกา 11423/2554ฎีกา 5103/2528ฎีกา 6903/2543ฎีกา 3811/2528ฎีกา 3879/2542ฎีกา 1974/2539ฎีกา 6774/2558ฎีกา 1093/2482ฎีกา 2670/2521ฎีกา 1401/2519ฎีกา 2129/2537ฎีกา 1813/2531ฎีกา 403/2537ฎีกา 8408/2540ฎีกา 5790/2541ฎีกา 1754-1755/2523
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ