⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3901/2547

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3901/2547

พ.ร.บ.จราจรทางบก ม.43, 157 · ป.อาญา ม.390

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ตามคำร้องของผู้มีสิทธิยื่นอุทธรณ์ และไม่มีคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งคำสั่งดังกล่าว คำสั่งนั้นย่อมเป็นที่สุด และศาลอุทธรณ์ไม่มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยใหม่ได้

ย่อคำพิพากษา

หลังจากที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ฉบับแรกของโจทก์ร่วม เพราะเป็นอุทธรณ์ที่ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง โจทก์ร่วมจึงยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ โดยอ้างเหตุว่ากำลังอยู่ในระหว่างดำเนินการขอให้อัยการสูงสุดลงลายมือชื่อรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง เป็นคำร้องขอขยายระยะเวลาในกรณีที่มีพฤติการณ์พิเศษ ซึ่งศาลชั้นต้นก็ได้วินิจฉัยว่าเหตุการณ์ตามคำร้องดังกล่าวมีพฤติการณ์พิเศษที่จะอนุญาตให้ขยายระยะเวลาที่ในการยื่นอุทธรณ์ได้ และได้อนุญาตให้ขยายระยะเวลาในการยื่นอุทธรณ์ออกไปตามคำร้องของโจทก์ร่วม ซึ่งเป็นการปฏิบัติไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ให้อำนาจศาลชั้นต้นในการดำเนินการอนุญาตเช่นนั้นได้ เมื่อไม่มีคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นในปัญหาดังกล่าว ประเด็นปัญหาดังกล่าวจึงต้องยุติไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงไม่มีอำนาจที่จะหยิบยกขึ้นวินิจฉัยโดยลำพังได้ ดังนั้น อุทธรณ์ของโจทก์ร่วมจึงเป็นอุทธรณ์ที่ยื่นภายในกำหนดระยะเวลา ชอบที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จะต้องรับไว้วินิจฉัย

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.15 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.23 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.142 ประมวลกฎหมายอาญา ม.390 พ.ร.บ.จราจรทางบก ม.43 พ.ร.บ.จราจรทางบก ม.157

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.15 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.23 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.142 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.390 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 390 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 157 จำเลยให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา นายสุทิน เจียมจิตศิริพงษ์ ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ร่วมอุทธรณ์ โดยอัยการสูงสุดรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ร่วม โจทก์ร่วมฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมชอบหรือไม่ ในปัญหานี้ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาให้คู่ความฟังเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2542 ครบกำหนดระยะเวลาที่โจทก์ร่วมจะยื่นอุทธรณ์ได้ภายใน 1 เดือน ตรงกับวันที่ 1 ธันวาคม 2542 ต่อมาในวันที่ 29 พฤศจิกายน 2542 โจทก์ร่วมได้ยื่นอุทธรณ์ฉบับแรก แต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์เพราะเป็นอุทธรณ์ที่ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ต่อมาในวันที่ 1 ธันวาคม 2542 โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์โดยอ้างเหตุว่า กำลังอยู่ในระหว่างดำเนินการขอให้อัยการสูงสุดลงลายมือชื่อรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ โดยให้ยื่นอุทธรณ์ได้ภายในวันที่ 15 ธันวาคม 2542 และเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2542 โจทก์ร่วมได้ยื่นคำร้องขอให้อัยการสูงสุดรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งรองอัยการสูงสุดรักษาราชการแทนอัยการสูงสุดได้รับรองให้โจทก์ร่วมอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2542 โจทก์ร่วมได้ยื่นอุทธรณ์เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2542 อันเป็นระยะเวลาภายในกำหนดที่ขอขยาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รับอุทธรณ์ของโจทก์ร่วม ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ร่วม เนื่องจากไม่มีพฤติการณ์พิเศษที่จะสั่งให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ อุทธรณ์ของโจทก์ร่วมจึงเป็นอุทธรณ์ที่ยื่นเกินกำหนด โจทก์ร่วมย่อมไม่มีสิทธิยื่นอุทธรณ์ได้นั้น เห็นว่า คำร้องขอขยายระยะเวลาในการยื่นอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมดังกล่าวนั้น เป็นคำร้องขอขยายระยะเวลาในกรณีที่มีพฤติการณ์พิเศษ ซึ่งศาลชั้นต้นก็ได้วินิจฉัยว่า เหตุการณ์ตามคำร้องของโจทก์ร่วมมีพฤติการณ์พิเศษที่จะอนุญาตให้ขยายระยะเวลาในการยื่นอุทธรณ์ได้ และได้อนุญาตให้ขยายระยะเวลาในการยื่นอุทธรณ์ออกไปตามคำร้องของโจทก์ร่วม ซึ่งเป็นการปฏิบัติไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ให้อำนาจศาลชั้นต้นในการดำเนินการอนุญาตเช่นนั้นได้ เมื่อไม่มีคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นในปัญหาดังกล่าว ประเด็นปัญหาดังกล่าวจึงต้องยุติไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น ทั้งปัญหาดังกล่าวนั้นไม่ใช่ปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงไม่มีอำนาจที่จะหยิบยกขึ้นวินิจฉัยโดยลำพังได้ ดังนั้น อุทธรณ์ของโจทก์ร่วมจึงเป็นอุทธรณ์ที่ยื่นภายในกำหนดระยะเวลา ชอบที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จะต้องรับไว้วินิจฉัยที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมมานั้นจึงไม่ชอบ ฎีกาโจทก์ร่วมฟังขึ้น" พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 แล้วย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ดำเนินการพิจารณาและพิพากษาใหม่ต่อไป ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3901/2547 พนักงานอัยการประจำศาลแขวงพระนครศรีอยุธยา โจทก์ นายสุทิน เจียมจิตศิริพงษ์ โจทก์ร่วม นายบุญชอบ พันธุ์เพ็ง จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการประจำศาลแขวงพระนครศรีอยุธยา · โจทก์ร่วม - นายสุทิน เจียมจิตศิริพงษ์ · จำเลย - นายบุญชอบ พันธุ์เพ็ง
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)พลรัตน์ ประทุมทาน · สุรพล เจียมจูไร · เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 21848/2555ฎีกา 1721/2528ฎีกา 99/2541ฎีกา 1342/2509ฎีกา 1879/2542ฎีกา 3345/2535ฎีกา 2834/2527ฎีกา 3231/2557ฎีกา 3099/2524ฎีกา 7988/2551ฎีกา 1079/2497ฎีกา 917/2564ฎีกา 605/2511ฎีกา 8735/2542ฎีกา 2572/2541ฎีกา 6911/2544ฎีกา 861/2540ฎีกา 2520/2544ฎีกา 7051/2540ฎีกา 3192/2532ฎีกา 6321/2544ฎีกา 1733/2498ฎีกา 2709/2538ฎีกา 960/2559
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ