⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2891/2548

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2891/2548

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
หนี้ที่เกิดจากการที่เจ้าหนี้ (ผู้รับจำนอง) ชำระเบี้ยประกันภัยแทนลูกหนี้ (ผู้จำนอง) จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเจ้าหนี้ได้ชำระเบี้ยประกันภัยไปแล้วเท่านั้น และลูกหนี้มีหน้าที่ต้องชำระคืนตามที่ตกลงกันไว้.

ย่อคำพิพากษา

ตามข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองกำหนดว่า หากจำเลยไม่จัดการเอาประกันอัคคีภัยทรัพย์จำนองและโจทก์ได้จัดการเอาประกันภัยเอง จำเลยยินยอมนำเงินค่าเบี้ยประกันภัยที่โจทก์ได้จ่ายแทนไปมาชำระจนครบถ้วน ดังนี้หากโจทก์ยังไม่ได้ชำระเบี้ยประกันอัคคีภัยแทนจำเลย จำเลยก็ยังไม่มีหนี้ที่จะต้องชำระเงินค่าเบี้ยประกันอัคคีภัยคืนแก่โจทก์ การที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระเงินค่าเบี้ยประกันอัคคีภัยนับแต่วันที่ 3 พฤษภาคม 2548 เป็นต้นไปทุก ๆ สามปี จึงเป็นการฟ้องขอให้จำเลยรับผิดในหนี้อนาคตที่ยังมิได้เกิดมีขึ้นและขณะฟ้องยังไม่มีหนี้ที่จำเลยจะต้องรับผิด ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรับผิดในส่วนนี้เป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ แต่เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องโดยให้โจทก์ชนะคดีน้อยกว่าเดิมทั้งที่โจทก์เป็นฝ่ายอุทธรณ์ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.246 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.194 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.379 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.383

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 701,637.37 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13.50 ต่อปี ของต้นเงิน 656,662.35 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ถ้าไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ และให้จำเลยชำระค่าเบี้ยประกันอัคคีภัย 1,182.35 บาท ทุก ๆ สามปีต่อครั้งตลอดไป โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 3 พฤษภาคม 2548 จนกว่าจะชำระหนี้แก่โจทก์เสร็จสิ้น ศาลชั้นต้นรับฟ้องเป็นคดีไม่มีข้อยุ่งยาก จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 667,001.12 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ของต้นเงิน 656,662.35 บาท นับแต่วันที่ 31 มกราคม 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยชำระเงินค่าเบี้ยประกันอัคคีภัยทรัพย์จำนองที่โจทก์จ่ายแทนจำเลยไปตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 1,182.35 บาท ทุก ๆ สามปี นับตั้งแต่วันที่ 3 พฤษภาคม 2548 เป็นต้นไปจนกว่าสัญญาจำนองจะระงับสิ้น หากจำเลยไม่ชำระหนี้ให้ครบถ้วน ให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 37736 ตำบลอ้อมน้อย อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระแก่โจทก์จนครบถ้วน กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 223 ทวิ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2545 จำเลยกู้เงินโจทก์ 657,000 บาท ยอมเสียดอกเบี้ย 3 ปีแรกในอัตราคงที่ โดยปีที่ 1 อัตราร้อยละ 4 ต่อปี ปีที่ 2 และปีที่ 3 อัตราร้อยละ 4.50 ต่อปี ต่อจากนั้นยอมให้โจทก์เปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยเพิ่มสูงขึ้นหรือต่ำกว่าอัตราที่กำหนดไว้ได้ตลอดอายุสัญญากู้ หากผิดนัดไม่ชำระดอกเบี้ยและต้นเงินตามกำหนดยอมให้โจทก์เพิ่มอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าที่กำหนดโดยไม่ต้องแจ้งให้จำเลยทราบล่วงหน้า จำเลยจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างไว้แก่โจทก์เพื่อเป็นประกันหนี้ ต่อมาภายหลังจากที่จำเลยผิดนัดแล้ว โจทก์ปรับอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นจากอัตราร้อยละ 4.50 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 13.50 ต่อปี ปัญหาว่าการที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินค่าเบี้ยประกันอัคคีภัยทรัพย์จำนองที่โจทก์จ่ายแทนจำเลยไปตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 1,182.35 บาท ทุก ๆ สามปี นับตั้งแต่วันที่ 3 พฤษภาคม 2548 เป็นต้นไปตามคำขอของโจทก์หรือไม่นั้น เห็นว่า ตามข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองกำหนดว่า หากจำเลยไม่จัดการเอาประกันอัคคีภัยทรัพย์จำนองและโจทก์ได้จัดการเอาประกันภัยเอง จำเลยยินยอมนำเงินค่าเบี้ยประกันภัยที่โจทก์ได้จ่ายแทนไปมาชำระจนครบถ้วนภายใน 1 เดือน นับแต่วันที่โจทก์แจ้งให้ทราบ ถ้าผิดนัดไม่ชำระ จำเลยยินยอมให้ทบเงินค่าเบี้ยประกันภัยรวมเข้ากับยอดเงินที่ค้างชำระและยินยอมให้คิดดอกเบี้ย จึงเห็นได้ว่า หากโจทก์ยังไม่ได้ชำระเบี้ยประกันอัคคีภัยแทนจำเลย จำเลยก็ยังไม่มีหนี้ที่จะต้องชำระเงินค่าเบี้ยประกันอัคคีภัยคืนแก่โจทก์ การที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระเงินค่าเบี้ยประกันอัคคีภัยนับแต่วันที่ 3 พฤษภาคม 2548 เป็นต้นไปทุก ๆ สามปี จึงเป็นการฟ้องขอให้จำเลยรับผิดในหนี้อนาคตที่ยังมิได้เกิดมีขึ้นและขณะฟ้องยังไม่มีหนี้ที่จำเลยจะต้องรับผิด ดังนั้นที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรับผิดในส่วนนี้เป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ แต่เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอของโจทก์ที่ให้จำเลยชำระค่าเบี้ยประกันอัคคีภัยจำนวน 1,182.35 บาท ทุก ๆ สามปีต่อครั้ง นับแต่วันที่ 3 พฤษภาคม 2548 จนกว่าจะชำระหนี้แก่โจทก์เสร็จสิ้น นอกจากที่แก้ให้คงเป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2891/2548 ธนาคารอาคารสงเคราะห์ โจทก์ จ่าสิบโทณัฐดนัยหรือนายณัฐดนัย ทองทิพย์หรือชัยพิชญากร จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ธนาคารอาคารสงเคราะห์ · จำเลย - จ่าสิบโทณัฐดนัยหรือนายณัฐดนัย ทองทิพย์หรือชัยพิชญากร
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สมศักดิ์ เนตรมัย · สุภิญโญ ชยารักษ์ · ประทีป ปิติสันต์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดสมุทรสาคร - นางสาวกชมน ทิพยรัตน์ · ศาลอุทธรณ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 591/2531ฎีกา 681/2506ฎีกา 2439/2531ฎีกา 9815/2555ฎีกา 8688/2551ฎีกา 8777/2548ฎีกา 2834/2527ฎีกา 1968/2533ฎีกา 3616/2558ฎีกา 7466/2538ฎีกา 8875/2542ฎีกา 1889/2511ฎีกา 8680/2551ฎีกา 861/2540ฎีกา 863/2524ฎีกา 1170/2505ฎีกา 1593/2524ฎีกา 4470/2543ฎีกา 713/2512ฎีกา 1194/2527ฎีกา 3024/2528ฎีกา 2170/2517ฎีกา 2224/2528ฎีกา 1959/2529
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา