⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2955/2548

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2955/2548

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
หนี้ที่สามีหรือภริยาก่อขึ้นในระหว่างสมรส แม้คู่สมรสอีกฝ่ายมิได้ร่วมรู้เห็นหรือยินยอมในขณะก่อหนี้ หากภายหลังคู่สมรสอีกฝ่ายได้แสดงพฤติการณ์ที่เชื่อได้ว่าได้รู้เห็นและยินยอมให้ก่อหนี้นั้น ถือว่าได้ให้สัตยาบัน หนี้ดังกล่าวจึงเป็นหนี้ร่วมที่คู่สมรสทั้งสองต้องรับผิด และเจ้าหนี้มีสิทธิบังคับชำระหนี้จากสินสมรสได้ทั้งหมด

ย่อคำพิพากษา

จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ในระหว่างที่จำเลยกับผู้ร้องเป็นสามีภริยากัน หนี้ดังกล่าวจึงเป็นหนี้ที่จำเลยได้ก่อขึ้นในระหว่างสมรส แม้ตอนที่จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ผู้ร้องจะมิได้ร่วมอยู่ด้วยและไม่ปรากฏว่าจำเลยนำเงินกู้มาใช้ในกิจการใดก็ตาม แต่การที่ผู้ร้องขับรถยนต์พาจำเลยไปที่บ้านโจทก์หลายครั้งและผู้ร้องขอผัดผ่อนการชำระหนี้เงินกู้รายนี้ เมื่อโจทก์ทวงถาม พฤติการณ์ของผู้ร้องดังกล่าวเชื่อได้ว่าผู้ร้องได้ร่วมรู้เห็นและยินยอมให้จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ ถือได้ว่าผู้ร้องให้สัตยาบันหนี้ดังกล่าวแล้ว หนี้รายนี้จึงเป็นหนี้ร่วมระหว่างผู้ร้องกับจำเลยตาม ป.พ.พ. มาตรา 1490 (4) ผู้ร้องต้องร่วมรับผิดกับจำเลยชำระหนี้ให้แก่โจทก์ โจทก์จึงมีสิทธิที่จะบังคับชำระหนี้จากบ้านพิพาทซึ่งเป็นสินสมรสได้ทั้งหมด ผู้ร้องไม่มีสิทธิขอให้กันส่วนเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดบ้านดังกล่าว

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.287 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1490

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงิน 600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ แต่จำเลยไม่ชำระ โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดบ้านเลขที่ 205 จังหวัดเพชรบุรี ขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ตามคำพิพากษา ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นสามีของจำเลยและเป็นเจ้าของรวมในบ้านพิพาทที่โจทก์นำยึด ผู้ร้องไม่มีส่วนรู้เห็นหนี้สินของจำเลยในคดีนี้ ขอให้กันส่วนเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดบ้านพิพาทแก่ผู้ร้องกึ่งหนึ่ง โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องมิใช่สามีของจำเลย บ้านพิพาทเป็นบ้านที่จำเลยปลูกด้วยสินเดิมของจำเลย ผู้ร้องทราบเรื่องที่จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ ขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ผู้ร้องฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ผู้ร้องเป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลย จำเลยเป็นหนี้กู้ยืมเงินโจทก์ตามคำพิพากษาแล้วไม่ชำระ โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดบ้านพิพาท ซึ่งเป็นสินสมรสระหว่างผู้ร้องกับจำเลยขายทอดตลาด มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้ร้องมีสิทธิขอให้กันส่วนเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดบ้านพิพาทหรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามพยานหลักฐานของโจทก์ว่า จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ในระหว่างที่จำเลยกับผู้ร้องเป็นสามีภริยากัน หนี้ดังกล่าวจึงเป็นหนี้ที่จำเลยได้ก่อขึ้นในระหว่างสมรส แม้ตอนที่จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ผู้ร้องจะมิได้ร่วมอยู่ด้วยและไม่ปรากฏว่าจำเลยนำเงินกู้มาใช้ในกิจการใดก็ตาม แต่การที่ผู้ร้องขับรถยนต์พาจำเลยไปที่บ้านโจทก์หลายครั้งและผู้ร้องขอผัดผ่อนการชำระหนี้เงินกู้รายนี้เมื่อโจทก์ทวงถาม พฤติการณ์ของผู้ร้องดังกล่าวเชื่อได้ว่าผู้ร้องได้ร่วมรู้เห็นและยินยอมให้จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ ถือได้ว่าผู้ร้องให้สัตยาบันหนี้ดังกล่าวแล้วหนี้รายนี้จึงเป็นหนี้ร่วมระหว่างผู้ร้องกับจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1490 (4) ผู้ร้องจะต้องร่วมรับผิดกับจำเลยชำระหนี้ให้แก่โจทก์ โจทก์จึงมีสิทธิที่จะบังคับชำระหนี้จากบ้านพิพาทซึ่งเป็นสินสมรสได้ทั้งหมด ผู้ร้องไม่มีสิทธิขอให้กันส่วนเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดบ้านดังกล่าว" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2955/2548 นายนเรศ แก้วรัตนภัทร์ โจทก์ นายปรีชา หงษ์ทอง ผู้ร้อง นางสละ หงษ์ทอง จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายนเรศ แก้วรัตนภัทร์ · ผู้ร้อง - นายปรีชา หงษ์ทอง · จำเลย - นางสละ หงษ์ทอง
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)มนตรี ยอดปัญญา · วิบูลย์ มีอาสา · ประจักษ์ เกียรติ์อนุพงศ์
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1166/2492ฎีกา 2617/2524ฎีกา 2883/2528ฎีกา 4134/2541ฎีกา 8870/2550ฎีกา 6306/2551ฎีกา 770/2535ฎีกา 4677/2549ฎีกา 1924/2523ฎีกา 2836/2566ฎีกา 3766/2545ฎีกา 3803/2565ฎีกา 6193/2551ฎีกา 1767/2527ฎีกา 716/2539ฎีกา 1776/2512ฎีกา 5531/2534ฎีกา 181/2512ฎีกา 2451/2548ฎีกา 1697/2538ฎีกา 1387/2541ฎีกา 6741/2550ฎีกา 1150/2524ฎีกา 981/2492
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ