⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 605/2548

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 605/2548

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
จำเลยมีหน้าที่ติดตามผลการส่งหมายและต้องดำเนินการตามคำสั่งศาลภายในระยะเวลาที่กำหนด หากเพิกเฉยถือว่าทิ้งฟ้องอุทธรณ์.

ย่อคำพิพากษา

จำเลยยื่นคำแถลงขอวางเงินค่าธรรมเนียมซึ่งต้องใช้แทนโจทก์พร้อมกับขอให้ส่งหมายนัดและสำเนาอุทธรณ์แก่โจทก์โดยวิธีปิดหมาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์และให้จำเลยนำส่งให้โจทก์แก้ภายใน 15 วัน หากส่งไม่ได้ให้จำเลยแถลงภายใน 7 วัน เมื่อคำแถลงของจำเลยมีข้อความประทับว่า "ให้มาทราบคำสั่งถ้าไม่มาให้ถือว่าทราบแล้ว" และทนายจำเลยได้ลงลายมือชื่อไว้ข้างล่างข้อความดังกล่าว แม้ทนายจำเลยจะไม่มาทราบคำสั่งของศาลชั้นต้นก็ต้องถือว่าจำเลยได้ทราบคำสั่งที่ศาลได้สั่งในคำแถลงและในอุทธรณ์ของจำเลยโดยชอบแล้ว ทั้งจำเลยมีหน้าที่ต้องติดตามผลการส่งหมายนัดและสำเนาอุทธรณ์ โดยศาลไม่จำต้องแจ้งผลของการส่งหมายให้จำเลยทราบอีก ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 79 ศาลชั้นต้นมีอำนาจกำหนดวิธีการส่งหมายได้ แม้ว่าในคำแถลงของจำเลยจะขอให้ส่งหมายนัดและสำเนาอุทธรณ์แก่โจทก์โดยวิธีปิดหมายก็ตาม แต่การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งหมายนัดและสำเนาอุทธรณ์แก่โจทก์โดยวิธีธรรมดาก่อน เท่ากับศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้ส่งหมายนัดและสำเนาอุทธรณ์โดยวิธีปิดหมายตามที่จำเลยขอ กรณีหาเป็นเรื่องที่ศาลดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบไม่ เมื่อเจ้าพนักงานศาลรายงานว่า ได้ส่งหมายนัดและสำเนาอุทธรณ์แก่โจทก์แล้ว แต่ส่งไม่ได้ แต่จำเลยมิได้แถลงต่อศาลเพื่อดำเนินการต่อไปภายใน 7 วัน ตามคำสั่งศาล จึงถือว่าจำเลยเพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาที่ศาลกำหนดเป็นการทิ้งฟ้องอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 174 (2) ประกอบมาตรา 246

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.79 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.174 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.246

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 1,658,783 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,543,054.08 บาท นับถัดจากวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2543 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ สำเนาให้โจทก์แก้ ให้จำเลยนำส่งภายใน 15 วัน หากส่งไม่ได้ให้แถลงภายใน 7 วัน โดยมีคำสั่งเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2545 วันที่ 24 ตุลาคม 2545 เจ้าพนักงานศาลรายงานว่า ส่งหมายนัดและสำเนาอุทธรณ์ให้แก่โจทก์ไม่ได้ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า รอจำเลยแถลง ต่อมาวันที่ 20 พฤศจิกายน 2545 เจ้าพนักงานศาลรายงานว่าจำเลยมิได้ยื่นคำแถลงแต่ประการใด ศาลชั้นต้นให้ส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำหน่ายอุทธรณ์ของจำเลยออกจากสารบบความ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยยื่นอุทธรณ์เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2545 พร้อมกับยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แทนโจทก์มีกำหนด 15 วัน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลาวางเงินถึงวันที่ 16 สิงหาคม 2545 และมีคำสั่งในอุทธรณ์ของจำเลยว่า "รอสั่งเมื่อวางเงิน" หลังจากนั้นจำเลยได้วางเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แทนโจทก์ออกไปอีก ศาลชั้นต้นอนุญาต ต่อมาวันที่ 13 กันยายน 2545 จำเลยยื่นคำแถลงขอวางเงินค่าธรรมเนียม ซึ่งจะต้องใช้แทนโจทก์พร้อมกับขอให้ส่งหมายนัดและสำเนาอุทธรณ์แก่โจทก์โดยวิธีปิดหมาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2545 ว่า "สั่งในอุทธรณ์" และมีคำสั่งในอุทธรณ์ของจำเลยในวันเดียวกันว่า "รับอุทธรณ์ สำเนาให้โจทก์แก้ ให้จำเลยนำส่งภายใน 15 วัน นับแต่วันนี้ ส่งไม่ได้ให้แถลงภายใน 7 วัน" เมื่อคำแถลงของจำเลยฉบับดังกล่าวมีข้อความประทับไว้ว่า "ให้มาทราบคำสั่งในวันที่ 20 กันยายน 2545 ถ้าไม่มาให้ถือว่าทราบคำสั่งแล้ว" และทนายจำเลยได้ลงลายมือชื่อไว้ข้างล่างข้อความดังกล่าว แม้ทนายจำเลยจะไม่มาทราบคำสั่งก็ต้องถือว่าจำเลยได้ทราบคำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งในคำแถลงและในอุทธรณ์ของจำเลยโดยชอบแล้วตั้งแต่วันที่ 20 กันยายน 2545 ทั้งมีหน้าที่ต้องติดตามผลการส่งหมายนัดและสำเนาอุทธรณ์โดยศาลไม่จำต้องแจ้งผลการส่งหมายให้จำเลยทราบอีก และแม้ในคำแถลงฉบับดังกล่าวจำเลยจะขอให้ส่งหมายนัดและสำเนาอุทธรณ์แก่โจทก์โดยวิธีปิดหมาย แต่ศาลชั้นต้นก็มีอำนาจใช้ดุลพินิจกำหนดวิธีการส่งหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 79 ได้ และการที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งหมายนัดและสำเนาอุทธรณ์แก่โจทก์โดยวิธีธรรมดาก่อนนั้นเท่ากับศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้ส่งหมายนัดและสำเนาอุทธรณ์โดยวิธีปิดหมายตามที่จำเลยขออยู่ในตัว กรณีหาใช่เรื่องที่ศาลชั้นต้นมิได้มีคำสั่งตามคำแถลงของจำเลยหรือดำเนินกระบวนพิจารณาผิดระเบียบดังที่จำเลยอ้างไม่ ดังนั้น เมื่อเจ้าพนักงานศาลรายงานว่าได้นำหมายนัดและสำเนาอุทธรณ์ไปส่งให้แก่โจทก์ในวันที่ 20 ตุลาคม 2545 แต่ส่งให้ไม่ได้ และศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2545 ว่า "รอจำเลยแถลง" แต่จำเลยมิได้แถลงต่อศาลชั้นต้นเพื่อดำเนินการต่อไปภายในเวลา 7 วัน ตามคำสั่งศาลชั้นต้น จึงถือว่าจำเลยเพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาที่ศาลกำหนด เป็นการทิ้งฟ้องอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174 (2) ประกอบมาตรา 246 ที่ศาลอุทธรณ์ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลอุทธรณ์จึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 605/2548 ห้างหุ้นส่วนจำกัดโพลี่พรินท์ แอนด์ แอดเวอร์ไทซิ่ง โจทก์ บริษัทซีวิลเอนจิเนียริง จำกัด จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ห้างหุ้นส่วนจำกัดโพลี่พรินท์ แอนด์ แอดเวอร์ไทซิ่ง · จำเลย - บริษัทซีวิลเอนจิเนียริง จำกัด
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ชวลิต ตุลยสิงห์ · เกษม วีรวงศ์ · มนตรี ยอดปัญญา
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 3191/2532ฎีกา 3813/2535ฎีกา 5732/2552ฎีกา 345/2520ฎีกา 280/2530ฎีกา 609/2526ฎีกา 1460/2515ฎีกา 2076/2542ฎีกา 4637/2567ฎีกา 1337/2533ฎีกา 7154/2551ฎีกา 866/2518ฎีกา 361/2539ฎีกา 1477/2500ฎีกา 469/2531ฎีกา 4041/2542ฎีกา 8108/2542ฎีกา 1498/2548ฎีกา 861/2540ฎีกา 9203/2547ฎีกา 2051/2536ฎีกา 8337/2540ฎีกา 7201/2568ฎีกา 5015/2541
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ