⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 6697/2548

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6697/2548

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
หากคู่ความตกลงให้ศาลวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทเพียงข้อเดียวและให้สืบพยานเพียงปากเดียว ศาลต้องตัดสินตามคำเบิกความของพยานหากตรงตามคำท้า โดยไม่คำนึงถึงเงื่อนไขที่พยานเบิกความขึ้นเองซึ่งไม่ได้ระบุไว้ในคำท้า

ย่อคำพิพากษา

ในกรณีที่คู่ความท้ากันให้ศาลวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทเพียงข้อเดียวว่าที่ดินพิพาททั้งห้าแปลงหลังจากทำสัญญาจะซื้อจะขายแล้วสามารถจดทะเบียนโอนได้หรือไม่และตกลงให้สืบพยานคนกลางเพียงปากเดียวโดยให้ศาลถามพยานว่าที่ดินพิพาททั้งห้าแปลงสามารถจดทะเบียนโอนให้ได้ตามกฎหมายหรือไม่ แล้วตัดสินคดีไปตามที่พยานเบิกความนั้น จะต้องพิจารณาว่าเหตุการณ์ที่พยานคนกลางเบิกความตรงตามคำท้าหรือไม่ หากเหตุการณ์ที่พยานคนกลางเบิกความตรงตามคำท้าแล้ว ศาลก็จะต้องตัดสินตามคำท้านั้น เมื่อคำเบิกความของพยานคนกลางที่ตอบศาลถาม พยานยืนยันว่าหากคู่สัญญายืนยันรับผิดชอบกันเองก็สามารถที่จะโอนกันได้ตามกฎหมาย แม้พยานจะตอบคำถามติงของทนายโจทก์ว่าหากมีการอายัดโดยชอบด้วยกฎหมายก็ไม่สามารถจดทะเบียนโอนกันได้นั้น เป็นเงื่อนไขที่พยานเบิกความขึ้นเองไม่เกี่ยวกับเงื่อนไขตามคำท้าเพราะคำท้ามิได้กล่าวถึงการอายัดไว้ด้วย คำเบิกความของพยานจึงตรงตามคำท้าและสมฝ่ายจำเลย โจทก์จึงต้องเป็นฝ่ายแพ้คดี

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.84 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.138 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1336

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์กับจำเลยทั้งสี่ได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายหรือวางมัดจำที่ดินเนื้อที่ 72 ไร่ 2 งาน 12 ตารางวา ในราคา 61,650,500 บาท นัดจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์วันที่ 3 ตุลาคม 2533 มีข้อตกลงว่า โจทก์ไม่ทราบว่ามีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนในท้องที่แขวงหนองบอน เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร พ.ศ.2531 ที่ดินทั้งห้าแปลงตามสัญญาจะซื้อจะขายอยู่ในเขตเวนคืนด้วย โจทก์และจำเลยทั้งสี่จึงไม่อาจไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในวันที่ 3 ตุลาคม 2533 ได้ สัญญาจึงสิ้นผลใช้บังคับตกเป็นโมฆะ จำเลยทั้งสี่ต้องร่วมกันคืนเงินมัดจำพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่จำเลยทั้งสี่ได้รับเงินไปจากโจทก์ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวน 4,125,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 3,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสี่ให้การ ขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณาโจทก์และจำเลยทั้งสี่ต่างสละประเด็นอื่นทั้งหมด คงเหลือประเด็นข้อพิพาทข้อเดียวว่า ที่ดินทั้งห้าแปลงหลังจากทำสัญญาจะซื้อจะขายแล้วสามารถจดทะเบียนโอนได้ในวันที่ 3 ตุลาคม 2533 หรือไม่ หากสามารถจดทะเบียนโอนได้โจทก์จะยอมแพ้คดี หากไม่สามารถจดทะเบียนโอนให้ได้ จำเลยทั้งสี่จะยอมแพ้คดี คู่ความทั้งสองฝ่ายตกลงให้หัวหน้าสำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาประเวศเป็นพยานเบิกความโดยให้ศาลถามพยานว่า ในวันที่ 3 ตุลาคม 2533 ที่ดินพิพาททั้งห้าแปลงเจ้าพนักงานที่ดินสามารถจดทะเบียนโอนให้ตามกฎหมายได้หรือไม่ แล้วให้ตัดสินไปตามที่พยานเบิกความ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 4,125,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 3,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 24 กันยายน 2542) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ชอบหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์มิได้พิพากษาคดีไปตามคำท้าอย่างเคร่งครัดเพราะคดีนี้คู่ความท้ากัน โดยให้ถือเอาคำเบิกความของหัวหน้าสำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาประเวศ ว่าที่ดินพิพาททั้งห้าแปลงหลังจากทำสัญญาจะซื้อจะขายแล้วสามารถที่จะจดทะเบียนโอนได้ในวันที่ 3 ตุลาคม 2533 หรือไม่ หากได้ความว่า วันที่ 3 ตุลาคม 2533 เจ้าพนักงานที่ดินสามารถจดทะเบียนโอนให้ได้แล้ว โจทก์เป็นฝ่ายแพ้คดี หากวันที่ 3 ตุลาคม 2533 เจ้าพนักงานที่ดินไม่สามาถจดทะเบียนโอนให้ได้ จำเลยเป็นฝ่ายแพ้คดี การที่ศาลอุทธรณ์ไปวินิจฉัยถึงข้อกฎหมายว่าด้วยพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 จึงไม่ถูกต้อง และเกินจากคำฟ้องอุทธรณ์ของจำเลย เห็นว่า ในกรณีที่คู่ความท้ากันให้ศาลวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทเพียงข้อเดียวว่า ที่ดินพิพาททั้งห้าแปลงหลังจากทำสัญญาจะซื้อจะขายแล้วสามารถจดทะเบียนโอนได้ในวันที่ 3 ตุลาคม 2533 หรือไม่ หากสามารถจดทะเบียนโอนได้โจทก์จะยอมแพ้คดี หากไม่สามารถโอนได้จำเลยทั้งสี่จะยอมแพ้คดีและตกลงให้สืบพยานคนกลางเพียงปากเดียวโดยให้ศาลถามพยานว่า ที่ดินพิพาททั้งห้าแปลงสามารถจดทะเบียนโอนให้ได้ตามกฎหมายหรือไม่ แล้วตัดสินคดีไปตามที่พยานเบิกความนั้น ก็จะต้องพิจารณาว่าเหตุการณ์ที่พยานคนกลางเบิกความนั้นตรงต่อคำท้าหรือไม่ หากเหตุการณ์ที่พยานคนกลางเบิกความตรงตามคำท้าแล้ว ศาลก็จะต้องตัดสินตามคำท้านั้น ตามคำเบิกความของนายเกษม จินดา ที่ตอบศาลถามนั้น นายเกษมยืนยันว่า ที่ดินพิพาทถึงแม้จะทำสัญญาจะซื้อจะขายภายหลังที่พระราชกฤษฎีกาฯ กำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนฯ พ.ศ.2531 ใช้บังคับ หากคู่สัญญายืนยันรับผิดชอบกันเองก็สามารถที่จะโอนกันได้ตามกฎหมาย แม้นายเกษมเบิกความตอบทนายโจทก์ถามติงว่า หากมีการอายัดโดยชอบด้วยกฎหมายก็ไม่สามารถจดทะเบียนโอนกันได้นั้น เป็นเงื่อนไขที่พยานเบิกความขึ้นเองไม่เกี่ยวกับเงื่อนไขตามคำท้าเพราะตามคำท้ามิได้กล่าวถึงการอายัดไว้ด้วย คำเบิกความของนายเกษมจึงตรงตามคำท้าและสมฝ่ายจำเลยเพราะรับฟังได้ว่า ที่ดินพิพาททั้งห้าแปลงหลังจากทำสัญญาจะซื้อจะขายสามารถจดทะเบียนโอนได้ในวันที่ 3 ตุลาคม 2533 แล้ว โจทก์จึงต้องเป็นฝ่ายแพ้คดีตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย แม้ศาลอุทธรณ์จะกล่าวด้วยว่าคำเบิกความของนายเกษมเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 ก็เป็นเพียงการให้เหตุผลแห่งคำวินิจฉัยว่าคำเบิกความของนายเกษมตรงตามคำท้า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงชอบแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6697/2548 นายเกียรติ ดิษฐอุดม โจทก์ นายบุญมี จันทิมา กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายเกียรติ ดิษฐอุดม · จำเลย - นายบุญมี จันทิมา กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ชาลี ทัพภวิมล · สมชาย จุลนิติ์ · มานะ ศุภวิริยกุล
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 3996/2541ฎีกา 4015/2528ฎีกา 7662/2546ฎีกา 1415/2540ฎีกา 5640/2540ฎีกา 8875/2542ฎีกา 1052/2509ฎีกา 2135/2518ฎีกา 4041/2542ฎีกา 967/2491ฎีกา 1765/2492ฎีกา 5712/2541ฎีกา 8364/2544ฎีกา 2207/2524ฎีกา 70/2518ฎีกา 4832/2536ฎีกา 591/2513ฎีกา 1561-1562/2518ฎีกา 848/2534ฎีกา 1616/2522ฎีกา 4636/2543ฎีกา 1816/2534ฎีกา 2169/2523ฎีกา 1280/2505
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ