⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 6967/2548

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6967/2548

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การนำและพาคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรเป็นความผิดสำเร็จในตัวเอง และการซ่อนเร้นช่วยเหลือเพื่อให้คนต่างด้าวดังกล่าวพ้นจากการจับกุมเป็นความผิดอีกกระทงหนึ่ง โดยการกระทำทั้งสองนี้ถือเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน.

ย่อคำพิพากษา

การที่จำเลยทั้งสี่กับพวกร่วมกันนำและพาคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรย่อมเป็นความผิดสำเร็จอยู่ในตัวเมื่อนำและพาคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรแล้ว เมื่อจำเลยทั้งสี่กับพวกร่วมกันซ่อนเร้น ช่วยด้วยประการใด ๆ เพื่อให้คนต่างด้าวดังกล่าวพ้นจากการจับกุม ย่อมเป็นความผิดอีกกระทงหนึ่ง แยกการกระทำต่างหากจากกันได้ การกระทำของจำเลยทั้งสี่จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน มิใช่เป็นความผิดกรรมเดียวตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัย แต่โจทก์มิได้ฎีกา ศาลฎีกาเห็นสมควรลงโทษจำเลยทั้งสี่ให้ถูกต้องโดยไม่แก้โทษ เพราะจะเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยทั้งสี่ ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212 ประกอบ มาตรา 225 ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง และมีอำนาจวินิจฉัยไปถึงจำเลยที่ 2 ถึง ที่ 4 ที่มิได้ฎีกาได้ด้วย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.195 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.212 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.225 ประมวลกฎหมายอาญา ม.91

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ. คนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 11, 63, 64 ป.อ. มาตรา 33, 83, 91, 92 ริบของกลาง และนับโทษของจำเลยที่ 1 และที่ 4 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 6919/2545 ของศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสี่ให้การรับสารภาพ และจำเลยที่ 1 และที่ 4 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตาม พ.ร.บ. คนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 63, 64 (ที่ถูกมาตรา 63 วรรคหนึ่ง, 64 วรรคหนึ่ง) ประกอบ ป.อ. มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตาม ป.อ. มาตรา 91 ฐานนำหรือพาคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักร จำคุก 1 ปี ฐานช่วยเหลือคนต่างด้าวเพื่อให้พ้นจากการจับกุม จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 2 ปี จำเลยทั้งสี่ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 1 ปี นับโทษจำคุกจำเลยที่ 4 ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 767/2547 ของศาลชั้นต้น ส่วนที่โจทก์มีคำขอให้นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 767/2547 ของศาลชั้นต้นและขอริบของกลางนั้น เนื่องจากคดีดังกล่าวในส่วนของจำเลยที่ 1 ศาลยังมิได้มีคำพิพากษาเพราะจำเลยที่ 1 หลบหนี และของกลางที่โจทก์ขอริบ ศาลได้มีคำพิพากษาริบไว้ในคดีก่อนแล้ว จึงให้ยกคำขอในส่วนนี้ จำเลยที่ 1 และที่ 4 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานนำหรือพาคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90 เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุกคนละ 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสี่กับพวกร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ จำเลยทั้งสี่กับพวกร่วมกันนำและพาคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย และจำเลยทั้งสี่กับพวกรู้ว่าคนต่างด้าวดังกล่าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ร่วมกันซ่อนเร้น ช่วยด้วยประการใด ๆ เพื่อให้คนต่างด้าวนั้นนั่งโดยสารไปในรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน นค 241 ปทุมธานี และใช้รถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน บษ 1037 ชลบุรี ขับนำหน้ารถยนต์กระบะที่ใช้บรรทุกคนต่างด้าวในลักษณะเป็นขบวน เพื่อนำทางและหลบหลีกการตรวจค้นจับกุมของเจ้าพนักงาน เพื่อให้คนต่างด้าวพ้นจากการจับกุม เห็นว่า การที่จำเลยทั้งสี่กับพวกร่วมกันนำและพาคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรย่อมเป็นความผิดสำเร็จอยู่ในตัวเมื่อนำหรือพาคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรแล้ว เมื่อจำเลยทั้งสี่กับพวกร่วมกันช่วยซ่อนเร้น ช่วยด้วยประการใด ๆ เพื่อให้คนต่างด้าวดังกล่าวพ้นจากการจับกุมย่อมเป็นความผิดอีกกระทงหนึ่ง สามารถแยกการกระทำต่างหากจากกันได้ ทั้งจำเลยทั้งสี่ให้การรับสารภาพตามฟ้อง การกระทำของจำเลยทั้งสี่จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทนั้นจึงเป็นการมิชอบ แต่เมื่อโจทก์มิได้ฎีกา ศาลฎีกาเห็นสมควรลงโทษจำเลยทั้งสี่ให้ถูกต้องโดยไม่แก้โทษที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามา เพราะจะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยทั้งสี่ ซึ่งต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225 ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง และมีอำนาจวินิจฉัยไปถึงจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ที่มิได้ฎีกาได้ด้วยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225 พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ต้องลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตาม ป.อ. มาตรา 91 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6967/2548 พนักงานอัยการจังหวัดฉะเชิงเทรา โจทก์ นางสังเวียน แซ่ห่อ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดฉะเชิงเทรา · จำเลย - นางสังเวียน แซ่ห่อ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์ · สมชาย จุลนิติ์ · นพวรรณ อินทรัมพรรย์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา - นายชาตรี พงษ์อาภา · ศาลอุทธรณ์ภาค 2 - นายสมชาย พันธุมะโอภาส
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 6247/2545ฎีกา 1447/2531ฎีกา 1870/2549ฎีกา 5246/2548ฎีกา 1093/2568ฎีกา 492/2539ฎีกา 3146/2541ฎีกา 1610/2539ฎีกา 9026/2553ฎีกา 6575/2551ฎีกา 6229/2539ฎีกา 7570/2541ฎีกา 6205/2541ฎีกา 1656/2544ฎีกา 3345/2535ฎีกา 2530/2527ฎีกา 7722/2544ฎีกา 7651/2552ฎีกา 2165/2531ฎีกา 4180/2548ฎีกา 2147/2521ฎีกา 712/2559ฎีกา 5305/2539ฎีกา 7988/2551
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา