⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 7603/2548

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7603/2548

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
คำร้องขอให้พิจารณาใหม่ถือเป็นคำฟ้องตามกฎหมาย การยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่โดยอ้างเหตุเดิมอีกในระหว่างที่คดีเกี่ยวกับคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ฉบับแรกยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาล ถือเป็นการฟ้องซ้อนต้องห้าม

ย่อคำพิพากษา

คดีนี้มีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันไม่เกิน 200,000 บาท ต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ซึ่งการฎีกาในข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการดำเนินกระบวนพิจารณาในชั้นขอให้พิจารณาใหม่ก็อยู่ในบังคับของบทบัญญัติดังกล่าวเช่นเดียวกัน ดังนั้น ฎีกาของจำเลยที่คัดค้านดุลพินิจของศาลล่างทั้งสองที่ไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นฎีกาในชั้นขอให้พิจารณาใหม่ซึ่งเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว คำร้องขอให้พิจารณาใหม่ถือเป็นคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1 (3) หลังจากศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยฉบับลงวันที่ 13 ธันวาคม 2542 แล้ว จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกา แต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง จำเลยอุทธรณ์คำสั่งและศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ กรณีถือว่าคดีเกี่ยวกับคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยฉบับลงวันที่ 13 ธันวาคม 2542 อยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ การที่จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ฉบับลงวันที่ 22 ตุลาคม 2544 โดยอ้างเหตุเดิมอีกในระหว่างนั้น จึงเป็นการฟ้องเรื่องเดียวกันนั้นต่อศาลเดียวกัน เป็นฟ้องซ้อนต้องห้ามตามมาตรา 173 วรรคสอง (1) มิใช่เรื่องการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้อน

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.1 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.144 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.173 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.248

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิจารณาคดีโจทก์ไปฝ่ายเดียวแล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 108,873.84 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 100,738.23 บาท นับแต่วันที่ 14 กรกฎาคม 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 600 บาท จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ฉบับลงวันที่ 13 ธันวาคม 2542 อ้างว่าจำเลยไม่ทราบว่าถูกฟ้องเนื่องจากเจ้าหน้าที่มิได้ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลย ณ ภูมิลำเนาของจำเลย จำเลยจึงไม่มีโอกาสยื่นคำให้การและนำพยานเข้าสืบต่อสู้คดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ไม่แก้อุทธรณ์จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้ โดยศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2544 วันที่ 18 มิถุนายน 2544 จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาอ้างว่าเจ้าหน้าที่ยังถ่ายคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ไม่เสร็จขอขยายระยะเวลาออกไป 45 วัน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายถึงวันที่ 23 กรกฎาคม 2544 ต่อมาวันที่ 16 กรกฎาคม 2544 จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาครั้งที่สองอ้างว่า จำเลยมีเงินไม่เพียงพอที่จะจ้างทนายความยื่นฎีกา ขอขยายระยะเวลาออกไปอีก 30 วัน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ จำเลยอุทธรณ์ หลังจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์แล้ว จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ฉบับลงวันที่ 22 ตุลาคม 2544 โดยอ้างเหตุเดิมอีก ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยอุทธรณ์ทั้งสองฉบับของจำเลยรวมกันและพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้มีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันไม่เกิน 200,000 บาท จึงห้ามฎีกาในข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ซึ่งการฎีกาในข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการดำเนินกระบวนพิจารณาในชั้นขอให้พิจารณาใหม่ก็อยู่ในบังคับของบทบัญญัติดังกล่าวเช่นเดียวกัน ดังนั้น ฎีกาของจำเลยที่คัดค้านดุลพินิจของศาลล่างทั้งสองที่ไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นฎีกาในชั้นขอให้พิจารณาใหม่ซึ่งเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยข้อนี้เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยแต่เพียงว่าคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยฉบับลงวันที่ 22 ตุลาคม 2544 ชอบหรือไม่ เห็นว่า คำร้องขอให้พิจารณาใหม่ถือเป็นคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1 (3) ข้อเท็จจริงปรากฏว่าหลังจากศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยฉบับลงวันที่ 13 ธันวาคม 2542 แล้ว จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกา แต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องจำเลยอุทธรณ์คำสั่งและศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ กรณีถือว่าคดีเกี่ยวกับคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยฉบับลงวันที่ 13 ธันวาคม 2542 อยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ การที่จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ฉบับลงวันที่ 22 ตุลาคม 2544 โดยอ้างเหตุเดิมอีกในระหว่างนั้น จึงเป็นการฟ้องเรื่องเดียวกันนั้นต่อศาลเดียวกัน คำร้องขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยฉบับดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะเป็นฟ้องซ้อนต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) กรณีหาใช่เรื่องการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้อนดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไม่ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7603/2548 ธนาคารซิตี้แบงก์ โจทก์ นางสาวกันยา วนิชชานันท์ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ธนาคารซิตี้แบงก์ · จำเลย - นางสาวกันยา วนิชชานันท์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สมชาย จุลนิติ์ · ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์ · นพวรรณ อินทรัมพรรย์
แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2909/2524ฎีกา 356/2530ฎีกา 142/2492ฎีกา 477/2491ฎีกา 4810/2542ฎีกา 1010/2539ฎีกา 5302/2548ฎีกา 4715/2542ฎีกา 1015/2509ฎีกา 824/2519ฎีกา 1590/2513ฎีกา 4015/2528ฎีกา 83-84/2529ฎีกา 1229/2545ฎีกา 2812/2539ฎีกา 5640/2540ฎีกา 1030/2509ฎีกา 817/2490ฎีกา 369/2522ฎีกา 1339/2543ฎีกา 8732/2549ฎีกา 2186/2550ฎีกา 469/2531ฎีกา 7168/2542
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · เนติบัณฑิตยสภา