⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 848/2548

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 848/2548

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การพาผู้เยาว์ไปหรือแยกออกจากความปกครองดูแลโดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ปกครอง ถือเป็นการพรากเด็กไปจากผู้ปกครอง แม้ผู้เยาว์จะอยู่ในความครอบครองของจำเลยก็ตาม การกระทำอนาจารแก่เด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบสามปี โดยการล่วงล้ำอวัยวะเพศเข้าไป ถือเป็นความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบสามปี โดยไม่คำนึงถึงว่าจำเลยจะสำเร็จความใคร่หรือไม่

ย่อคำพิพากษา

ป.อ. มาตรา 317 วรรคหนึ่ง มีความมุ่งหมายเพื่อให้ความคุ้มครองอำนาจปกครองของบิดามารดาผู้ปกครองหรือผู้ดูแลที่มีต่อผู้เยาว์มิให้ผู้ใดพาไปหรือแยกออกจากความปกครองดูแลโดยไม่จำกัดว่าจะกระทำด้วยวิธีใด และไม่คำนึงถึงระยะใกล้หรือไกล แม้ผู้เสียหายที่ 1 นั่งเล่นอยู่ใต้ถุนบ้านของจำเลย แต่ผู้เสียหายที่ 1 ก็ยังอยู่ในความปกครองดูแลของผู้เสียหายที่ 2 จำเลยไม่มีสิทธิจะพาผู้เสียหายที่ 1 ไปยังที่ใดโดยผู้เสียหายที่ 2 ไม่ยินยอม การที่จำเลยมาอุ้มผู้เสียหายที่ 1 ขึ้นไปบนบ้านพาไปห้องนอนแล้วกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ถือว่าจำเลยแยกสิทธิปกครองของผู้เสียหายที่ 2 ในการควบคุมดูแลผู้เสียหายที่ 1 โดยปราศจากเหตุอันสมควร การกระทำของจำเลยเป็นการพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากผู้ปกครองเพื่อการอนาจารอันเป็นความผิดตาม มาตรา 317 วรรคสาม จำเลยนำอวัยวะเพศของจำเลยใส่อวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 อวัยวะเพศจำเลยได้ล่วงล้ำเข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบสามปีตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคสอง ส่วนจำเลยจะสำเร็จความใคร่หรือไม่ย่อมมิใช่สาระสำคัญ

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.227 ประมวลกฎหมายอาญา ม.277 ประมวลกฎหมายอาญา ม.317

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 15 มกราคม 2545 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรม กล่าวคือ จำเลยพรากเด็กหญิง ว. ผู้เสียหายที่ 1 อายุ 10 ปีเศษ ไปเสียจากความปกครองดูแลของนาง ต. หรือ ศ. ผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นยายของผู้เสียหายที่ 1 โดยปราศจากเหตุอันสมควรและเพื่อการอนาจาร หลังจากนั้นได้กระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 โดยใช้กำลังประทุษร้าย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277, 317, 91 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสอง, 317 วรรคสาม เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 277 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 10 ปี คำให้การชั้นสอบสวนและชั้นพิจารณาและทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 6 ปี 8 เดือน คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษฐานกระทำชำเราเด็ก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสอง จำคุก 10 ปี ฐานพรากเด็กเพื่อการอนาจาร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม จำคุก 5 ปี รวมจำคุก 15 ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 10 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่โจทก์จำเลยไม่โต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติว่า เด็กหญิง ว. ผู้เสียหายที่ 1 อายุ 10 ปีเศษ อยู่ในความปกครองดูแลของนาง ต. หรือ ศ. ผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นยาย ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง ผู้เสียหายที่ 1 ออกจากบ้านของผู้เสียหายที่ 2 ไปเล่นกับเพื่อนอยู่ใต้ถุนบ้านของจำเลย และผู้เสียหายที่ 1 นั่งอยู่คนเดียวที่รถยนต์กระบะของจำเลยที่จอดอยู่ใต้ถุนบ้าน จำเลยอุ้มผู้เสียหายที่ 1 ขึ้นไปบนบ้านเข้าไปในห้องนอนแล้วกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยประการแรกว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจารหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า การที่จำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ที่บ้านของจำเลย โดยขณะเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 อยู่ที่บ้านจำเลยก่อนแล้ว จำเลยไม่มีส่วนในการนำพาไปที่บ้านของจำเลย ไม่เป็นความผิดฐานพรากผู้เยาว์นั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 317 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ผู้ใดโดยปราศจากเหตุอันสมควรพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลต้องระวางโทษฯ" ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวมีความมุ่งหมายเพื่อให้ความคุ้มครองอำนาจปกครองของบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลที่มีต่อผู้เยาว์มิให้ผู้ใดพาไปหรือแยกออกจากความปกครองดูแลโดยไม่จำกัดว่าจะกระทำด้วยวิธีใด และไม่คำนึงถึงระยะใกล้หรือไกล แม้ข้อเท็จจริงได้ความว่าผู้เสียหายที่ 1 นั่งเล่นอยู่ใต้ถุนบ้านของจำเลย แต่ผู้เสียหายที่ 1 ก็ยังอยู่ในความปกครองดูแลของผู้เสียหายที่ 2 จำเลยไม่มีสิทธิจะพาผู้เสียหายที่ 1 ไปยังที่ใดโดยผู้เสียหายที่ 2 ไม่ยินยอม การที่จำเลยมาอุ้มผู้เสียหายที่ 1 ขึ้นไปบนบ้านพาไปห้องนอนและกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ถือว่าจำเลยแยกสิทธิของผู้ปกครองของจำเลยที่ 2 ในการควบคุมดูแลผู้เสียหายที่ 1 โดยปราศจากเหตุอันสมควร การกระทำของจำเลยเป็นการพรากเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากผู้ปกครองเพื่อการอนาจารอันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสามฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานกระทำชำเราตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 277 นั้น เห็นว่า จำเลยฎีกายอมรับข้อเท็จจริงว่า จำเลยนำอวัยวะเพศของจำเลยใส่อวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 และได้ความจากแพทย์ผู้ตรวจพิสูจน์ผู้เสียหายที่ 1 ว่า พบเยื่อพรหมจารีฉีกขาดดังนี้แสดงว่าอวัยวะเพศของจำเลยได้ล่วงล้ำเข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 แล้ว การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุไม่เกินสิบสามปีตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 277 วรรคสอง ส่วนจำเลยจะสำเร็จความใคร่หรือไม่ ย่อมมิใช่สาระสำคัญ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นกัน" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 848/2548 พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดกันทรลักษณ์ โจทก์ นายณรงค์ คำจันทร์ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดกันทรลักษณ์ · จำเลย - นายณรงค์ คำจันทร์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สถิตย์ ทาวุฒิ · จรัส พวงมณี · นินนาท สาครรัตน์
แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 3718/2547ฎีกา 6215/2556ฎีกา 1218/2530ฎีกา 1327/2568ฎีกา 5079/2537ฎีกา 6336/2557ฎีกา 1400/2538ฎีกา 233/2552ฎีกา 2915/2566ฎีกา 222/2554ฎีกา 4180/2548ฎีกา 156/2565ฎีกา 2084/2531ฎีกา 4529/2545ฎีกา 1774/2536ฎีกา 8595/2553ฎีกา 6207/2541ฎีกา 5557/2555ฎีกา 1880/2546ฎีกา 2557/2531ฎีกา 3089/2556ฎีกา 2879/2540ฎีกา 117/2534ฎีกา 2269/2544
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · เนติบัณฑิตยสภา