⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3496/2549

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3496/2549

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
หากคู่สัญญาไม่สามารถปฏิบัติตามข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความได้ คู่สัญญาอีกฝ่ายจะบังคับเอาตามข้อตกลงนั้นไม่ได้ เว้นแต่สัญญาจะกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น.

ย่อคำพิพากษา

ในขณะที่โจทก์จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกำหนดให้จำเลยโอนที่ดินพิพาทให้โจทก์นั้น จำเลยได้โอนที่ดินพิพาทให้แก่บุคคลภายนอกไปแล้ว จำเลยจึงไม่อาจโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ได้ อันเป็นการผิดสัญญาประนีประนอมยอมความที่จำเลยทำไว้กับโจทก์ แต่ตามสัญญาประนีประนอมยอมความไม่ได้ให้จำเลยต้องใช้ราคาที่ดิน หากจำเลยไม่อาจโอนที่ดินให้แก่โจทก์ได้ แม้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความจะระบุว่า หากจำเลยผิดนัดไม่ว่าข้อใดข้อหนึ่ง จำเลยยอมให้โจทก์บังคับคดีทันทีก็ไม่ได้หมายความว่าหากจำเลยไม่สามารถโอนที่ดินทั้งสิบแปลงตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 2 ซึ่งรวมถึงที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ได้ จำเลยจะต้องชำระราคาที่ดินให้แก่โจทก์ หากจำเลยผิดสัญญาอย่างใด โจทก์จะต้องไปว่ากล่าวเอาแก่จำเลยเป็นคดีอื่นต่างหาก

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.138 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.271 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.744 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.850

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2544 วันที่ 17 มกราคม 2545 โจทก์ยื่นคำแถลงขอนัดพร้อมอ้างว่า จำเลยไม่สามารถจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่โจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 2.10 คือ ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ 169 ตำบลเขาหัวควาย อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎฺร์ธานี เนื่องจากจำเลยได้ขายให้แก่บุคคลภายนอกไปแล้ว ต่อมาวันที่ 24 มกราคม 2545 จำเลยยื่นคำร้องขอให้งดหรือถอนการบังคับคดี อ้างว่าคดีนี้หนี้ตามหมายบังคับคดีที่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาจะต้องรับผิดจำนวน 3,000,000 บาท ซึ่งจำเลยได้นำเงินจำนวนดังกล่าวมาวางศาลเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์แล้วเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2544 แต่เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ยอมงดหรือถอนการบังคับคดี โดยอ้างว่ายังไม่มีคำสั่งศาลถึงวันนัดพร้อมโจทก์ แถลงเพิ่มเติมว่าจำเลยยังไม่ไถ่ถอนจำนองที่ดินตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 2.6 และ 2.7 คือ ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เล่มที่ 2 และที่ 3 ตำบลขนอม อำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช ที่จำเลยได้ขอรวมและเปลี่ยนเป็น น.ส. 3ก เลขที่ 9120 จำเลยแถลงขอให้ถอนการบังคับคดีที่ดินทั้งแปดแปลงที่โจทก์นำยึดไว้เพื่อชำระหนี้จำนอง 3,000,000 บาท ตามสัญญาประนีประนอมยอมความเนื่องจากจำเลยได้นำเงินจำนวนดังกล่าวมาวางศาลเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมแล้ว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ขายทอดตลาดที่ดินทั้งแปดแปลงเพื่อให้โจทก์นำเงินที่ขายได้ไปชำระหนี้จำนองในที่ดินตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 2.6 และ 2.7 แต่โจทก์ไม่มีสิทธิขอให้นำเงินที่ขายทอดตลาดที่ดินทั้งแปดแปลงมาชำระแทนราคาที่ดินตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 2.10 โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวกลางวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์จะขอให้ศาลมีคำสั่งขายทอดตลาดที่ดินทั้งแปดแปลงนำเงินมาชำระราคาที่ดินตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 2.10 ได้หรือไม่ เห็นว่า เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2544 โจทก์จำเลยตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลได้พิพากษาตามยอมแล้วนั้น ในสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 2.10 กำหนดให้จำเลยโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 169 คำบลเขาหัวควาย อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ให้โจทก์ หากจำเลยไม่ยอมโอนให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาและในข้อ 6 กำหนดว่า หากจำเลยผิดนัดไม่ว่าข้อใดข้อหนึ่งจำเลยยอมให้โจทก์บังคับคดีได้ทันที แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ในขณะที่โจทก์จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันนั้น จำเลยได้โอนที่ดินตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 2.10 ให้แก่บุคคลภายนอกไปแล้ว จำเลยจึงไม่อาจโอนที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่โจทก์ได้ อันเป็นการผิดสัญญาประนีประนอมยอมความที่จำเลยทำไว้กับโจทก์ แต่ตามสัญญาประนีประนอมยอมความไม่ได้กล่าวถึงให้จำเลยต้องใช้ราคาที่ดิน หากจำเลยไม่อาจโอนที่ดินให้โจทก์ได้ แม้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความตามข้อ 6 จะระบุว่า หากจำเลยผิดนัดไม่ว่าข้อใดข้อหนึ่ง จำเลยยอมให้โจทก์บังคับคดีได้ทันที ไม่ได้หมายความว่าหากจำเลยไม่สามารถโอนที่ดินทั้งสิบแปลงตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 2 ซึ่งรวมถึงที่ดินพิพาทตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 2.10 ด้วย ให้แก่โจทก์ไม่ได้จำเลยต้องชำระราคาที่ดินให้แก่โจทก์ ดังนั้น โจทก์จึงไม่อาจขอให้ศาลมีคำสั่งขายทอดตลาดที่ดินทั้งแปดแปลงมาชำระเป็นราคาที่ดิน ตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 2.10 ได้ หากจำเลยผิดสัญญาอย่างใด โจทก์จะต้องไปว่ากล่าวเอากับจำเลยอีกต่างหาก ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน โดยไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะนำคำฟ้องเรื่องผิดสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 2.10 มายื่นใหม่ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยอายุความ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3496/2549 นางสุรีย์ ศรีปัญญาพล โจทก์ นายบุญรอด ศรีปัญญาพล จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางสุรีย์ ศรีปัญญาพล · จำเลย - นายบุญรอด ศรีปัญญาพล
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สบโชค สุขารมณ์ · วิรัช ลิ้มวิชัย · สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2660/2536ฎีกา 6789/2541ฎีกา 3996/2541ฎีกา 5610/2548ฎีกา 5801/2538ฎีกา 3808/2526ฎีกา 3581/2538ฎีกา 6193/2551ฎีกา 1415/2540ฎีกา 7903/2568ฎีกา 945/2504ฎีกา 2335/2551ฎีกา 1000/2505ฎีกา 1763/2551ฎีกา 7168/2542ฎีกา 6232/2534ฎีกา 2460/2517ฎีกา 643/2497ฎีกา 1897/2512ฎีกา 1646/2519ฎีกา 39/2524ฎีกา 7051/2540ฎีกา 161/2507ฎีกา 1818/2543
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ