⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 7384/2549

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7384/2549

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ศาลฎีกามีอำนาจลงโทษจำเลยให้เหมาะสมแก่ความผิดและรอการลงโทษให้ได้ แม้จำเลยจะมิได้ฎีกาขอให้รอการลงโทษก็ตาม

ย่อคำพิพากษา

แม้จำเลยที่ 1 จะมิได้ฎีกาขอให้รอการลงโทษ แต่เมื่อคดีของจำเลยที่ 1 ขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกา หากศาลฎีกาเห็นว่า ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยที่ 1 ไม่เหมาะสม ย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 1 ให้เหมาะสมแก่ความผิดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และ 225 โดยรอการลงโทษให้แก่จำเลยที่ 1 ได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.185 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.215 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.225 ประมวลกฎหมายอาญา ม.56

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 300, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43, 157 พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 มาตรา 42, 64 พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 มาตรา 7, 37 จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 300 และพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 157 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 300 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 157 พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 มาตรา 42 วรรคหนึ่ง, 64 พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 มาตรา 11, 79 การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นการกระทำหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานขับรถโดยประมาท (ที่ถูกต้องระบุว่าเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทมาด้วย) ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี ฐานขับรถโดยไม่มีใบอนุญาต จำคุก 15 วัน ฐานใช้รถที่ไม่ได้จัดให้มีการประกันความเสียหายสำหรับผู้ประสบภัย ปรับ 3,000 บาท จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพฐานขับรถโดยไม่มีใบอนุญาตและใช้รถที่ไม่ได้จัดให้มีการประกันความเสียหายสำหรับผู้ประสบภัยในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสาม (ที่ถูกต้องปรับบทประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 มาด้วย) ฐานขับรถโดยไม่มีใบอนุญาตคงจำคุก 10 วัน ฐานใช้รถที่ไม่ได้จัดให้มีการประกันความเสียหาย สำหรับผู้ประสบภัยไม่ได้จัดให้มีการประกันความเสียหายสำหรับผู้ประสบภัย คงปรับ 2,000 บาท รวมโทษจำเลยที่ 2 เป็นจำคุก 1 ปี 10 วัน และปรับ 2,000 บาท หากจำเลยที่ 2 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 มาตรา 11, 39 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ผู้ประกันจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องว่า จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2547 ปรากฏตามใบมรณบัตรท้ายคำร้องโจทก์รับว่าเป็นความจริง ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อจำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (1) จึงให้จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 2 เสียจากสารบบความ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า... พนักงานสอบสวน ที่ออกไปตรวจสถานที่เกิดเหตุทันทีที่ได้รับแจ้งเหตุมีน้ำหนักรับฟังได้ว่า การชนกันครั้งนี้เกิดจากความประมาทของจำเลยที่ 1 ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น แม้จำเลยที่ 1 จะฎีกาว่าไม่ได้ประมาทมิได้ฎีกาขอให้รอการลงโทษ แต่เมื่อคดีของจำเลยที่ 1 ได้ขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกา หากศาลฎีกาเห็นว่า ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยที่ 1 ไม่เหมาะสม ย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 1 ให้เหมาะสมแก่ความผิดได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และ 225 และศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยที่ 1 ได้พยายามบรรเทาผลร้ายแห่งความผิด โดยจำเลยที่ 1 ยอมช่วยเหลือค่าทำศพนางชวนเป็นเงิน 7,000 บาท ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่จำเลยที่ 2 เป็นเงิน 15,000 บาท และนำเงินมาวางศาลเพื่อชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ทายาทของนางชวนผู้ตายอีกจำนวน 30,000 บาท จึงเห็นสมควรให้โอกาสจำเลยที่ 1 กลับตัว โดยรอการลงโทษให้ แต่เพื่อให้หลาบจำและแก้ไขความประพฤติที่เสียหายของจำเลยที่ 1 จึงเห็นควรลงโทษปรับและคุมความประพฤติจำเลยที่ 1 ไว้ด้วย พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับคดีในส่วนของจำเลยที่ 1 ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ปรับ 9,000 บาท อีกสถานหนึ่ง ส่วนโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี โดยกำหนดเงื่อนไขคุมความประพฤติ ให้จำเลยที่ 1 ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือนต่อครั้ง เป็นเวลา 1 ปี และให้จำเลยที่ 1 กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยที่ 1 เห็นสมควรเป็นเวลา 12 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7384/2549 พนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา โจทก์ นายกมลไพ กลางสวัสดิ์ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา · จำเลย - นายกมลไพ กลางสวัสดิ์ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)นพวรรณ อินทรัมพรรย์ · เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์ · อร่าม เสนามนตรี
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดนครราชสีมา - นางยุพาวรรณ ภูริสินสิทธิ์ · ศาลอุทธรณ์ภาค 9 - นายวิเทพ พัชรภิญโญพงศ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 6205/2541ฎีกา 1656/2544ฎีกา 1891/2500ฎีกา 2530/2527ฎีกา 7651/2552ฎีกา 2147/2521ฎีกา 712/2559ฎีกา 7988/2551ฎีกา 1268/2515ฎีกา 1715/2545ฎีกา 5598/2540ฎีกา 3026/2517ฎีกา 633/2540ฎีกา 3911/2568ฎีกา 6355/2544ฎีกา 664/2520ฎีกา 1795/2493ฎีกา 4225/2559ฎีกา 3814/2549ฎีกา 2963/2535ฎีกา 726/2487ฎีกา 848/2545ฎีกา 2813/2566ฎีกา 11720/2555
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา