⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2049/2550

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2049/2550

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำอนาจารคือการล่วงละเมิดทางเพศที่ไม่สมควร เพียงแค่กอดจูบลูบคลำหรือแตะต้องเนื้อตัวร่างกายในทางไม่สมควรก็ถือเป็นการอนาจารแล้ว การกระทำชำเราเป็นการกระทำที่ล่วงล้ำอวัยวะเพศชายเข้าสู่อวัยวะเพศหญิง ซึ่งรวมถึงการกระทำอนาจารไว้ในตัวด้วย

ย่อคำพิพากษา

การกระทำอนาจาร คือ การกระทำที่ไม่สมควรในทางเพศ เพียงแต่กอดจูบลูบคลำ แตะต้องเนื้อตัวร่างกายในทางไม่สมควรก็เป็นการอนาจารแล้ว ส่วนการกระทำชำเรานั้นเป็นการกระทำถึงขั้นใช้อวัยวะเพศของชายใส่ล่วงล้ำเข้าไปในอวัยวะเพศของหญิง การกระทำชำเราจึงรวมถึงการกระทำอนาจารอยู่ในตัว เมื่อจำเลยพรากเด็กหญิง อ. ไปเพื่อกระทำชำเราเด็กหญิง อ. การกระทำของจำเลยจึงเป็นการพรากไปเพื่อการอนาจาร อันเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 317 วรรคสาม และเป็นความผิดคนละกรรมกับความผิดฐานกระทำชำเรา

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.277 ประมวลกฎหมายอาญา ม.317

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277, 310, 317, 91 จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก, 310 วรรคแรก, 317 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังและฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกินสิบห้าปี ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากมารดาเพื่อการอนาจาร รวม 9 กระทง ให้จำคุกกระทงละ 5 ปี ฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกินสิบห้าปี รวม 9 กระทง ให้จำคุกกระทงละ 4 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงละกึ่งหนึ่ง คงจำคุก 36 ปี 54 เดือน จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขัง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 310 วรรคแรก จำเลยคงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก, 317 วรรคสาม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินจฉัยว่า "คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก, 310 วรรคแรก, 317 วรรคสาม ลงโทษในความผิดฐานพรากเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากมารดาเพื่อการอนาจาร ให้จำคุกกระทงละ 2 ปี 6 เดือน รวม 9 กระทง ฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกินสิบห้าปีให้จำคุกกระทงละ 2 ปี รวม 9 กระทง ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เฉพาะให้ยกฟ้องความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขัง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 310 วรรคแรก ส่วนความผิดฐานอื่นและโทษคงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จึงเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้นเพียงเล็กน้อย โดยยังคงลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละไม่เกิน 5 ปี คดีต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาทำนองว่า เด็กหญิง อ. เบิกความตามความจริงบ้าง เป็นเท็จบ้าง และคำเบิกความมีพิรุธไม่น่าเชื่อถือ จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิดทุกกระทงตามฟ้องนั้น ฎีกาของจำเลยดังกล่าวเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาล จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาข้อนี้ของจำเลยเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนที่จำเลยฎีกาเป็นปัญหาข้อกฎหมายว่า การที่จำเลยพรากเด็กหญิง อ. ไปนั้น มีวัตถุประสงค์เพียงประการเดียว คือ เพื่อกระทำชำเราเด็กหญิง อ. จึงไม่ใช่การกระทำเพื่อหากำไรหรือเพื่อการอนาจารอันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม นั้น เห็นว่า การกระทำอนาจารคือการกระทำที่ไม่สมควรในทางเพศ เพียงแต่กอดจูบ ลูกคลำ แตะต้องเนื้อตัวร่างกายในทางไม่สมควรก็เป็นการอนาจารแล้ว ส่วนการกระทำชำเรานั้นเป็นการกระทำถึงขั้นใช้อวัยวะเพศของชายใส่ล่วงล้ำเข้าไปในอวัยวะเพศของหญิง การกระทำชำเราจึงรวมถึงการกระทำอนาจารอยู่ในตัว เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยพรากเด็กหญิง อ. ไปเพื่อกระทำชำเราเด็กหญิง อ. การกระทำของจำเลยจึงเป็นการพรากไปเพื่อการอนาจาร อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม และเป็นความผิดคนละกรรมกับความผิดฐานกระทำชำเรา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2049/2550 พนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา โจทก์ นายสังวร ศรีราชัย จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา · จำเลย - นายสังวร ศรีราชัย
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)พีรพล พิชยวัฒน์ · เกษม วีรวงศ์ · ฐานันท์ วรรณโกวิท
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 3718/2547ฎีกา 6215/2556ฎีกา 1218/2530ฎีกา 5079/2537ฎีกา 6336/2557ฎีกา 1400/2538ฎีกา 233/2552ฎีกา 2915/2566ฎีกา 222/2554ฎีกา 4180/2548ฎีกา 156/2565ฎีกา 2084/2531ฎีกา 4529/2545ฎีกา 1774/2536ฎีกา 8595/2553ฎีกา 6207/2541ฎีกา 5557/2555ฎีกา 1880/2546ฎีกา 2557/2531ฎีกา 3089/2556ฎีกา 2879/2540ฎีกา 117/2534ฎีกา 2269/2544ฎีกา 7847/2547
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ