⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 393/2550

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 393/2550

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่ลูกหนี้ทำหนังสือสัญญารับสภาพหนี้ต่อเจ้าหนี้ มิใช่เป็นการแปลงหนี้ใหม่ หากแต่เป็นการยืนยันถึงหนี้เดิมที่มีอยู่ และผู้ค้ำประกันยังคงต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันเดิมต่อไป

ย่อคำพิพากษา

จำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์ตามคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตและสัญญาทรัสต์รีซีท โดยมีจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกัน แม้ต่อมาจำเลยที่ 1 ทำหนังสือสัญญารับสภาพหนี้ต่อโจทก์ และไม่ได้มีการค้ำประกันในหนังสือสัญญารับสภาพหนี้ หนังสือสัญญารับสภาพหนี้ดังกล่าวเป็นเพียงการยอมรับว่าเป็นหนี้โจทก์และจะชำระหนี้ มิได้เป็นการยกเลิกหลักประกันหรือการค้ำประกัน หรือเป็นการแปลงหนี้ใหม่อันจะมีผลให้หนี้เดิมระงับไป เมื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมในหนี้ของจำเลยที่ 1 จึงยังคงต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาค้ำประกันดังกล่าว

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.349 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.698

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 16,890,416.17 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละ 14 ต่อปี ของต้นเงิน 9,694,917.20 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่าให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินต้นจำนวน 9,694,917.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดร้อยละ 14 ต่อปี นับแต่วันที่ 8 มกราคม 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยที่ค้างชำระนับถึงวันที่ 7 มกราคม 2544 จำนวน 2,467,526.05 บาท ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "ทางพิจารณาโจทก์นำสืบพยานหลักฐานฝ่ายเดียวว่า โจทก์โดยสาขาพลับพลาชัยเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตให้แก่จำเลยที่ 1 ในการสั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศตามคำขอ 2 ฉบับ และจ่ายเงินตามเลตเตอร์ออฟเครดิตแทนจำเลยที่ 1 ไปแล้ว และโจทก์ชำระเงินตามมูลค่าดังกล่าวทั้งสองฉบับแทนจำเลยที่ 1 แล้ว เมื่อสินค้าส่งมาถึงประเทศไทย จำเลยที่ 1 ยังไม่มีเงินชำระคืน จึงทำสัญญาทรัสต์รีซีท 2 ฉบับ สัญญาว่าจะชำระหนี้ดังกล่าว โจทก์จึงมอบเอกสารการออกสินค้าให้ในวันทำคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตและวันทำสัญญาทรัสต์รีซีท จำเลยที่ 2 ทำสัญญาเป็นผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 1 โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม แต่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ เมื่อหนี้ถึงกำหนดจำเลยที่ 1 จึงทำสัญญารับสภาพหนี้แก่โจทก์ว่า ตกลงแบ่งชำระหนี้ตามจำนวนที่โจทก์กำหนด พิเคราะห์ ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้ฟังเป็นยุติได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์ตามคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตและสัญญาทรัสต์รีซีทตามคำพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง คงมีปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดในหนี้ดังกล่าวกับจำเลยที่ 1 หรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 2 เดิมชื่อนายเทียม ตรีเมธสุนทร ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อและชื่อสกุลเป็นนายสุภกร ศรีวิศาลพรกุล จำเลยที่ 2 ได้ลงชื่อค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ตามคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตและสัญญาทรัสต์รีซีท โดยยอมรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 แม้หนังสือสัญญารับสภาพนี้ จำเลยที่ 1 เป็นผู้ทำโดยจำเลยที่ 2 มิได้ลงชื่อด้วย แต่เป็นการยอมรับว่าเป็นหนี้ต่อโจทก์และจะชำระหนี้ให้ มิได้ทำสัญญายกเลิกหลักประกันและการค้ำประกัน และมิได้เป็นการแปลงหนี้ใหม่ ดังนั้นจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันยังคงต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันเดิมที่ได้กระทำไว้ต่อโจทก์ เห็นว่า จำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัทจำเลยที่ 1 ทำการแทนบริษัทจำเลยที่ 1 ได้ เดิมจำเลยที่ 2 ชื่อนายเทียม ตรีเมธสุนทร เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2544 ได้เปลี่ยนชื่อเป็นนายสุภกร และเมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2545 ได้เปลี่ยนชื่อสกุลเป็นศรีวิศาลพรกุล ในปี 2540 ขณะที่ทำนิติกรรมกับโจทก์ใช้ชื่อว่า นายเทียม ตรีเมธสุนทร การลงชื่อในคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตและสัญญาทรัสต์รีซีท จำเลยที่ 2 ลงชื่อในฐานะกรรมการจำเลยที่ 1 โดยเป็นลายเซ็นภาษาไทย ร่วมลงชื่อในฐานะผู้ค้ำประกันเป็นอักษรภาษาจีน แต่ก็เป็นบุคคลเดียวกัน โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้เมื่อเดือนกันยายน 2547 จำเลยที่ 2 ใช้ชื่อใหม่ในปัจจุบันตามหนังสือสัญญารับสภาพหนี้ จำเลยที่ 2 ลงชื่อและประทับตราสำคัญบริษัทจำเลยที่ 1 โดยทำการแทนจำเลยที่ 1 ลงชื่อเป็นอักษรภาษาจีน และไม่ได้มีการค้ำประกันในหนังสือสัญญารับสภาพหนี้ หนังสือสัญญารับสภาพหนี้ดังกล่าวเป็นเพียงการยอมรับว่าเป็นหนี้โจทก์และจะชำระหนี้ มิได้เป็นการยกเลิกหลักประกันหรือการค้ำประกัน หรือเป็นการแปลงหนี้ใหม่อันจะมีผลให้หนี้เดิมระงับไป เมื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมในหนี้ของจำเลยที่ 1 จึงยังคงต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาค้ำประกันดังกล่าวข้างต้น ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น" พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 393/2550 ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) โจทก์ บริษัทแอล.ที.สตีล.เซ็นเตอร์ จำกัด กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) · จำเลย - บริษัทแอล.ที.สตีล.เซ็นเตอร์ จำกัด กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ฐานันท์ วรรณโกวิท · สุวัฒน์ วรรธนะหทัย · เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1785/2505ฎีกา 5324/2542ฎีกา 2675/2548ฎีกา 2248/2524ฎีกา 964/2512ฎีกา 1479/2539ฎีกา 6631/2568ฎีกา 3833/2552ฎีกา 373/2474ฎีกา 1783/2551ฎีกา 815/2533ฎีกา 616-617/2490ฎีกา 3318/2545ฎีกา 878/2518ฎีกา 790/2497ฎีกา 1490/2538ฎีกา 9649/2555ฎีกา 650/2474ฎีกา 2877/2547ฎีกา 1084/2539ฎีกา 3209/2550ฎีกา 1896/2492ฎีกา 867/2523ฎีกา 3453/2529
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ