⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 6194/2550

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6194/2550

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
บ้านซึ่งเป็นส่วนควบของที่ดินย่อมถูกห้ามโอนตามกฎหมายไปด้วยเมื่อที่ดินซึ่งเป็นทรัพย์ประธานถูกห้ามโอนตามกฎหมาย

ย่อคำพิพากษา

บ้านของจำเลยที่ 1 ที่โจทก์นำยึดปลูกสร้างอย่างแน่นหนาถาวรบนที่ดินจึงเป็นส่วนควบกับที่ดินตาม ป.พ.พ. มาตรา 144 วรรคหนึ่ง เมื่อที่ดินซึ่งเป็นทรัพย์ประธานถูกห้ามโอนตามกฎหมาย บ้านซึ่งเป็นส่วนควบของที่ดินย่อมถูกห้ามโอนด้วย แม้โจทก์จะอุทธรณ์อ้างว่า โจทก์ประสงค์จะยึดบ้านพิพาทอย่างสังหาริมทรัพย์ โดยในการขายทอดตลาดผู้ที่ซื้อทรัพย์จะต้องรื้อถอนบ้านออกจากที่ดินไปเอง ก็เป็นเรื่องที่จะดำเนินการได้เมื่อกำหนดเวลาห้ามการโอนผ่านพ้นไปแล้วเสียก่อน เมื่อโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดบ้านพิพาทในระยะเวลาห้ามโอนตามกฎหมาย กรณีจึงมีเหตุที่เจ้าพนักงานบังคับคดีจะถอนการยึดบ้านหลังดังกล่าวได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายที่ดิน ม.31 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.294 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.144

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ จำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์จึงขอศาลออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อทำการยึดอายัดทรัพย์สินของจำเลยทั้งสอง และเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2548 เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ทำการยึดบ้านเลขที่ 595 ของจำเลยที่ 1 ซึ่งปลูกสร้างอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 40522 ต่อมาวันที่ 4 เมษายน 2548 เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งให้ถอนการยึดบ้านหลังดังกล่าวเนื่องจากปลูกสร้างอยู่บนที่ดินซึ่งมีข้อความระบุว่าห้ามโอนภายในสิบปี จึงถือว่าบ้านเป็นส่วนควบกับที่ดินและเป็นทรัพย์ที่ไม่อยู่ในข่ายแห่งการบังคับคดี โจทก์ยื่นคำร้องว่า กฎหมายห้ามยึดที่ดินซึ่งห้ามโอนตาม มาตรา 31 แห่งประมวลกฎหมายที่ดินนั้น ไม่ได้ห้ามยึดสังหาริมทรัพย์อันเป็นส่วนควบกับที่ดิน ส่วนควบจึงไม่ใช่ทรัพย์ที่ต้องห้ามตามกฎหมาย โจทก์จึงสามารถนำยึดตัวบ้านของจำเลยที่ 1 เพื่อทำการขายทอดตลาดอย่างสังหาริมทรัพย์ได้ ขอให้เพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ให้ถอนการยึดบ้านของจำเลยที่ 1 และให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์ต่อไป จำเลยที่ 1 ยื่นคำคัดค้านว่า บ้านพร้อมที่ดินที่โจทก์ขอยึดเพื่อขายทอดตลาดนั้นเป็นทรัพย์มรดกที่จำเลยที่ 1 ยึดถือไว้แทนทายาทของจำเลยที่ 1 ซึ่งห้ามโอนภายในกำหนด 10 ปี บ้านเป็นส่วนควบกับที่ดิน โจทก์ไม่สามารถยึดทรัพย์ดังกล่าวได้ ขอให้ยกคำร้องของโจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่มีอำนาจยึดบ้านหลังดังกล่าวของจำเลยที่ 1 เนื่องจากไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีถอนการยึดโดยให้โจทก์เสียค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขายด้วย เป็นคำสั่งที่ชอบแล้ว ไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนคำสั่ง ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์ในสถานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษานำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดบ้านเลขที่ 535 ของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษา บ้านดังกล่าวปลูกสร้างอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 40522 ตำบลพังขว้าง อำเภอเมืองสกลนคร จังหวัดสกลนคร ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งให้ถอนการยึดบ้านหลังดังกล่าวเนื่องจากปลูกสร้างอยู่บนที่ดินที่มีข้อกำหนดห้ามโอนภายใน 10 ปี นับแต่วันที่ 21 พฤษภาคม 2540 ถึงวันที่ 21 พฤษภาคม 2550 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ที่เจ้าพนักงานบังคับคดีถอนการยึดบ้านพิพาทชอบหรือไม่ เห็นว่า บ้านของจำเลยที่ 1 ที่โจทก์นำยึดมีลักษณะเป็นบ้านครึ่งตึกครึงไม้ 2 ชั้น ปลูกสร้างอย่างแน่นหนาถาวรบนที่ดินโฉนดเลขที่ 40522 ตำบลพังขว้าง อำเภอเมืองสกลนคร จังหวัดสกลนคร บ้านจึงเป็นส่วนควบกับที่ดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 144 วรรคหนึ่ง เมื่อที่ดินซึ่งเป็นทรัพย์ประธานถูกห้ามโอนตามกฎหมาย บ้านซึ่งเป็นส่วนควบของที่ดินย่อมถูกห้ามโอนด้วย แม้โจทก์จะอุทธรณ์อ้างว่า โจทก์ประสงค์จะยึดบ้านพิพาทอย่างสังหาริมทรัพย์ โดยในการขายทอดตลาด ผู้ที่ซื้อทรัพย์จะต้องรื้อถอนบ้านออกจากที่ดินไปเองนั้น ข้ออ้างของโจทก์ดังกล่าวก็เป็นเรื่องที่จะดำเนินการได้เมื่อกำหนดเวลาห้ามการโอนผ่านพ้นไปแล้วเสียก่อน เมื่อโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดบ้านพิพาทในวันที่ 23 มีนาคม 2548 ซึ่งอยู่ในระยะเวลาห้ามโอนตามกฎหมาย กรณีจึงมีเหตุที่เจ้าพนักงานบังคับคดีจะถอนการยึดบ้านหลังดังกล่าวได้ และโจทก์ซึ่งเป็นผู้นำยึดจึงต้องเป็นผู้เสียค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขาย ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของโจทก์เป็นการชอบแล้ว" พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ในเป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6194/2550 นางเจียมจันทร์ ภูละคร โจทก์ นายบรรจง ชาแสน กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางเจียมจันทร์ ภูละคร · จำเลย - นายบรรจง ชาแสน กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สมศักดิ์ จันทรา · ชาลี ทัพภวิมล · ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 802/2544ฎีกา 8056/2540ฎีกา 9091/2538ฎีกา 15233/2553ฎีกา 2794/2526ฎีกา 1723/2551ฎีกา 257/2522ฎีกา 2669/2524ฎีกา 3819/2545ฎีกา 2207/2533ฎีกา 4309/2534ฎีกา 1460/2493ฎีกา 316/2491ฎีกา 6855/2541ฎีกา 3097/2537ฎีกา 1781/2493ฎีกา 173/2488ฎีกา 7216/2542ฎีกา 865/2541ฎีกา 3737/2553ฎีกา 372/2567ฎีกา 1610/2500ฎีกา 7011/2543ฎีกา 1396/2542
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · เนติบัณฑิตยสภา