⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 6492/2550

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6492/2550

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ที่ดินที่ไม่ได้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของบุคคลใดให้ถือว่าเป็นของรัฐ การออกกฎกระทรวงกำหนดให้ที่ดินเป็นป่าสงวนแห่งชาติ และต่อมามีพระราชกฤษฎีกากำหนดให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดิน มีผลเป็นการเพิกถอนป่าสงวนแห่งชาติในที่ดินนั้น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีอำนาจนำที่ดินมาใช้ในการปฏิรูปที่ดินได้โดยไม่ต้องดำเนินการเพิกถอนตามกฎหมายป่าสงวนแห่งชาติ. ผู้ที่มีที่ดินเป็นของตนเองเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด จะขาดคุณสมบัติในการเข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน.

ย่อคำพิพากษา

เจ้าของเดิมครอบครองที่ดินพิพาทมาตั้งแต่ปี 2498 ภายหลัง ป.ที่ดิน ใช้บังคับแล้ว เจ้าของเดิมและจำเลยซึ่งรับโอนการครอบครองมาย่อมไม่ได้รับความคุ้มครองสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทตาม ป.ที่ดิน มาตรา 4 และต้องถือว่าที่ดินเป็นของรัฐตาม ป.ที่ดิน มาตรา 2 ที่บัญญัติว่าที่ดินซึ่งไม่ได้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของบุคคลหนึ่งบุคคลใดให้ถือว่าเป็นของรัฐ เมื่อทางราชการออกกฎกระทรวงกำหนดให้ที่ดินพิพาทเป็นป่าสงวนแห่งชาติ และคณะรัฐมนตรีมอบหมายให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมนำไปปฏิรูปที่ดินได้ และต่อมาได้มีการออกพระราชกฤษฎีกากำหนดให้ที่ดินพิพาทเป็นเขตปฏิรูปที่ดินมีผลเป็นการเพิกถอนป่าสงวนแห่งชาติในที่ดินแปลงนั้น และสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมมีอำนาจนำที่ดินนั้นมาใช้ในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมได้โดยไม่ต้องดำเนินการเพิกถอนตามกฎหมายป่าสงวนแห่งชาติตาม พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ฯ มาตรา 26 (4) โจทก์มีอำนาจนำที่ดินพิพาทมาใช้ในการปฏิรูปที่ดินได้ จำเลยมีที่ดินเป็นของตนเองกว่า 100 ไร่ ดังนั้น จำเลยจึงมิใช่เกษตรกรตามความหมายแห่ง พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ฯ มาตรา 4 จึงเป็นผู้ขาดคุณสมบัติในการเข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน โจทก์จึงมีสิทธิที่จะเพิกถอนหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก.4-01 ก.) ของจำเลยได้ การที่จะต้องเวนคืนที่ดินเพื่อนำมาปฏิรูปที่ดินนั้น ที่ดินพิพาทต้องเป็นของประชาชนไม่ใช่ของรัฐ คดีนี้เมื่อฟังข้อเท็จจริงว่าที่ดินเป็นของรัฐแล้ว โจทก์ก็ไม่จำต้องเวนคืนที่ดิน

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายที่ดิน ม.2 ประมวลกฎหมายที่ดิน ม.4 พระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 ม.26 พระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 ม.2 พระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 ม.3

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ตามหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน ต่อมาโจทก์ตรวจสอบพบว่าจำเลยไม่ใช่เกษตรกรผู้มีสิทธิเข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินจึงแจ้งให้จำเลยออกจากที่ดิน แต่จำเลยและบริวารเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท จำเลยให้การว่า จำเลยได้ที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงมาโดยชอบด้วยกฎหมายแต่ถูกเพิกถอนด้วยเหตุผลทางการเมือง การกระทำของโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมายจึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยและบริวาร ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารออกจากที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงตามหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก.4-01 ก.) เลขที่ 14, 31, 111 และ 183 อำเภอกะทู้ จังหวัดภูเก็ต จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "...เห็นว่า ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 4 บัญญัติว่า ภายใต้บังคับมาตรา 6 บุคคลใดได้มาซึ่งสิทธิครอบครองในที่ดินก่อนวันที่ประมวลกฎหมายนี้ใช้บังคับ ให้มีสิทธิครอบครองสืบไป และให้คุ้มครองตลอดถึงผู้รับโอนด้วย หมายความว่า บุคคลผู้ครอบครองที่ดินและผู้รับโอนจะได้รับความคุมครองสิทธิครอบครองในที่ดินตามกฎหมายต่อเมื่อบุคคลดังกล่าวได้มาซึ่งสิทธิครอบครองที่ดินก่อนที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ คือก่อนวันที่ 1 ธันวาคม 2497 ตามพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 มาตรา 2 และมาตรา 3 คดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความจากคำให้การของจำเลยว่าเจ้าของเดิมครอบครองที่ดินพิพาทมาตั้งแต่ปี 2498 ซึ่งเป็นภายหลังประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับแล้ว เจ้าของเดิมและจำเลยซึ่งรับโอนการครอบครองมาย่อมไม่ได้รับความคุ้มครองสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 4 และต้องถือว่าที่ดินเป็นของรัฐตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 2 ที่บัญญัติว่า ที่ดินซึ่งไม่ได้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของบุคคลหนึ่งบุคคลใดให้ถือว่าเป็นของรัฐ เมื่อทางราชการออกกฎกระทรวงกำหนดให้ที่ดินพิพาทเป็นป่าสงวนแห่งชาติและคณะรัฐมนตรีมอบหมายให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมนำไปปฏิรูปที่ดินได้ และต่อมาได้มีการออกพระราชกฤษฎีกากำหนดให้ที่ดินพิพาทเป็นเขตปฏิรูปที่ดิน มีผลเป็นการเพิกถอนป่าสงวนแห่งชาติในที่ดินแปลงนั้นและสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมมีอำนาจนำที่ดินนั้นมาใช้ในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมได้โดยไม่ต้องดำเนินการเพิกถอนตามกฎหมายป่าสงวนแห่งชาติตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 มาตรา 26 (4) โจทก์มีอำนาจนำที่ดินพิพาทมาใช้ในการปฏิรูปที่ดินได้ การคัดค้านของนายลายและนายบรรจุเจ้าของเดิมหามีผลทำให้จำเลยมีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทไม่ ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปว่า จำเลยเป็นเกษตรกรหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 มาตรา 4 ได้ให้นิยามว่า เกษตรกร หมายความว่า ผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลักและให้หมายความรวมถึงบุคคลผู้ยากจนหรือผู้จบการศึกษาทางเกษตรกรรม หรือผู้เป็นบุตรของเกษตรกรบรรดาซึ่งไม่มีที่ดินเพื่อเกษตรกรรมเป็นของตนเองและประสงค์จะประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลัก ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกาด้วย จากนิยามดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าเกษตรกรก็คือผู้ที่ประกอบอาชีพเกษรตรกรรมเป็นหลักจำพวกหนึ่ง กับบุคคลผู้ยากจนหรือผู้จบการศึกษาทางเกษตรกรรมหรือผู้เป็นบุตรของเกษตรกร ซึ่งไม่มีที่ดินเกษตรกรรมเป็นของตนเองและประสงค์จะประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลักอีกจำพวกหนึ่ง เห็นได้ว่า เงื่อนไขการเป็นเกษตรกรที่มีสิทธิจะเข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินที่สำคัญข้อหนึ่งก็คือต้องไม่มีที่ดินเพื่อเกษตรกรรมเป็นของตนเอง แต่จำเลยมีที่ดินเป็นของตนเองกว่า 100 ไร่ ดังนั้น จำเลยจึงมิใช่เกษตรกรตามความหมายแห่งพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 มาตรา 4 จึงเป็นผู้ขาดคุณสมบัติในการเข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน โจทก์จึงมีสิทธิที่จะเพิกถอนหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินของจำเลยเสียได้ ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อสุดท้ายว่า โจทก์ต้องดำเนินการเวนคืนที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงเสียก่อนหรือไม่ เห็นว่า การที่จะต้องมีการดำเนินการเวนคืนที่ดินนั้น ที่ดินพิพาทต้องเป็นของประชาชนไม่ใช่ของรัฐ คดีนี้เมื่อฟังข้อเท็จจริงว่าที่ดินเป็นของรัฐแล้ว โจทก์ก็ไม่จำต้องเวนคืนที่ดินพิพาทตามที่จำเลยฎีกาแต่ประการใด ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6492/2550 สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม โจทก์ นางวิภาพรรณ ชูทรัพย์ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม · จำเลย - นางวิภาพรรณ ชูทรัพย์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)นันทชัย เพียรสนอง · วิชัย วิวิตเสวี · ธานิศ เกศวพิทักษ์
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 11718/2553ฎีกา 1348/2508ฎีกา 4431/2550ฎีกา 7545/2542ฎีกา 8113/2546ฎีกา 5389/2534ฎีกา 4243/2550ฎีกา 1254/2530ฎีกา 3393/2525ฎีกา 186/2508ฎีกา 1989/2511ฎีกา 1343/2514ฎีกา 960/2539ฎีกา 453/2512ฎีกา 5206/2559ฎีกา 1748/2505ฎีกา 2055/2527ฎีกา 13999/2556ฎีกา 2960/2517ฎีกา 406/2550ฎีกา 7047/2554ฎีกา 9780/2539ฎีกา 2305/2551ฎีกา 1691-1697/2505
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ