⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 14712/2551

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14712/2551

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เอกสารที่จะเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงิน ต้องมีข้อความแสดงให้เห็นว่าผู้กู้มีหนี้สินอันจะพึงต้องชำระคืนแก่ผู้ให้กู้.

ย่อคำพิพากษา

แม้เอกสารอันเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินไม่จำเป็นต้องระบุชัดแจ้งว่าจำเลยเป็นหนี้เงินกู้โจทก์ แต่เอกสารที่จะเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินจะต้องมีข้อความแสดงให้เห็นว่าจำเลยมีหนี้สินอันจะพึงต้องชำระให้แก่โจทก์ จึงจะนำสืบพยานบุคคลเพื่ออธิบายว่าหนี้ที่ระบุไว้ในเอกสารนั้นเป็นหนี้อันเกิดจากนิติสัมพันธ์ในเรื่องกู้ยืมเงินได้ เอกสารที่โจทก์อ้างมีข้อความเพียงว่า "ได้รับเงินจำนวน 300,000 บาท (สามแสนบาทถ้วน)" ไม่ได้ความว่าโจทก์เป็นผู้จ่ายเงินและจำเลยต้องคืนเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์ อันมีลักษณะที่แสดงให้เห็นว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์หรือมีหนี้จะต้องชำระแก่โจทก์แต่อย่างใด เอกสารดังกล่าวจึงไม่ใช่หลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินที่จะใช้ฟ้องร้องให้บังคับคดีกันได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.87 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.94 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.653

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทำสัญญากู้เงินและรับเงินจากโจทก์ไปจำนวน 300,000 บาท ดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันทำสัญญาเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จไม่มีการกำหนดเวลาการชำระหนี้ไว้และนับตั้งแต่การกู้ยืมเงินไป จำเลยไม่ได้ชำระต้นเงินและดอกเบี้ยแก่โจทก์ โจทก์ทวงถามและบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยก่อนฟ้องแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย ถือว่าจำเลยผิดสัญญา ต้องรับผิดชำระหนี้ต้นเงินจำนวน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันทำสัญญาเป็นต้นไปนับถึงวันฟ้องเป็นเวลา 9 ปีเศษ แต่โจทก์ขอคิดดอกเบี้ยจากจำเลยเพียง 5 ปี เป็นเงินดอกเบี้ย 225,000 บาท รวมต้นเงินและดอกเบี้ยแล้วจำเลยเป็นหนี้โจทก์ 525,000 บาท ขอให้จำเลยชำระหนี้จำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงิน 300,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยให้การว่า เอกสารท้ายคำฟ้องมิใช่หลักฐานแห่งการกู้ยืมเงิน ข้อความที่ปรากฏว่า "ได้รับเงินจำนวน 300,000 บาท (สามแสนบาทถ้วน) ลงชื่อจำเลยระบุวัน เดือน ปี" หามีข้อความใด ๆ ที่ระบุแสดงให้เห็นว่า เงินที่รับเป็นค่าอะไรและข้อความใดที่แสดงว่าจำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ เอกสารดังกล่าวไม่ใช่หลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินตามกฎหมาย โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา โจทก์ถึงแก่กรรม นางสุพรรณี ภรรยาโจทก์ ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ศาลฎีกาจะต้องวินิจฉัยว่า เอกสารหมาย จ.1 ซึ่งมีข้อความว่า "ได้รับเงินจำนวน 300,000 บาท (สามแสนบาทถ้วน)" พร้อมลงลายมือชื่อจำเลยไว้ถือว่าเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินที่จะใช้ฟ้องร้องให้บังคับคดีกันได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 หรือไม่ เห็นว่า แม้เอกสารอันเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินไม่จำเป็นต้องระบุชัดแจ้งว่าจำเลยเป็นหนี้เงินกู้โจทก์ แต่เอกสารที่จะเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินจะต้องมีข้อความแสดงให้เห็นว่าจำเลยมีหนี้สินอันจะพึงต้องชำระให้แก่โจทก์ จึงจะนำสืบพยานบุคคลเพื่ออธิบายว่าหนี้ที่ระบุไว้ในเอกสารนั้นเป็นหนี้อันเกิดจากนิติสัมพันธ์ในเรื่องกู้ยืมเงินได้ เอกสารหมาย จ.1 ที่โจทก์อ้างมีข้อความเพียงว่า "ได้รับเงินจำนวน 300,000 บาท (สามแสนบาทถ้วน)" ไม่ได้ความว่าโจทก์เป็นผู้จ่ายเงินและจำเลยต้องคืนเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์อันมีลักษณะที่แสดงให้เห็นว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์หรือมีหนี้จะต้องชำระแก่โจทก์แต่อย่างใด เอกสารหมาย จ.1 จึงไม่ใช่หลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินที่จะใช้ฟ้องร้องให้บังคับคดีกันได้ ที่โจทก์อ้างว่ามีสำเนาสมุดบันทึกของโจทก์ซึ่งเขียนชื่อและนามสกุลจำเลยพร้อมเงินจำนวน 300,000 บาท ที่จำเลยกู้ยืมและรับเงินไปจากโจทก์ตามฟ้อง ในเดือนพฤศจิกายน 2532 นั้น เห็นว่า โจทก์มิได้นำสืบแสดงพยานหลักฐานดังกล่าวในชั้นพิจารณาของศาลชั้นต้นและเป็นเอกสารที่อยู่ในความครอบครองรู้เห็นของโจทก์อยู่ก่อนแล้ว การที่โจทก์นำเสนอเอกสารดังกล่าวในชั้นศาลฎีกานี้ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยให้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14712/2551 นายเสริมศักดิ์ จันทรภักดี โดยนางสุพรรณี จันทรภักดี ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน โจทก์ นางนงค์นุชหรือจิราพร เทพศิริ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายเสริมศักดิ์ จันทรภักดีโดยนางสุพรรณี จันทรภักดีผู้เข้าเป็นคู่ความแทน · จำเลย - นางนงค์นุชหรือจิราพร เทพศิริ
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)บุญรอด ตันประเสริฐ · เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์ · สนอง เล่าศรีวรกต
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 273/2501ฎีกา 1345/2532ฎีกา 1462/2565ฎีกา 1452/2511ฎีกา 2307/2518ฎีกา 231/2482ฎีกา 170/2546ฎีกา 2721/2548ฎีกา 2732/2534ฎีกา 1561/2520ฎีกา 272/2490ฎีกา 698/2537ฎีกา 199/2537ฎีกา 149/2526ฎีกา 1578/2493ฎีกา 8732/2549ฎีกา 6801/2540ฎีกา 1969/2515ฎีกา 2752/2537ฎีกา 275/2487ฎีกา 978/2510ฎีกา 794/2509ฎีกา 7937/2538ฎีกา 1550/2493
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ