⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 161/2551

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 161/2551

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การโต้แย้งว่าพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์ เป็นการโต้เถียงดุลพินิจของศาลในการรับฟังพยานหลักฐาน ซึ่งถือเป็นปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามกฎหมาย

ย่อคำพิพากษา

เนื้อหาในฎีกาที่มีลักษณะเป็นการโต้แย้งว่าพยานหลักฐานที่โจทก์นำมาสืบไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์ เป็นการโต้เถียงดุลพินิจการรับฟังพยานหลักฐานของศาล แม้จะอ้าง ป.วิ.พ. มาตรา 27 ขึ้นมาโต้แย้งว่า การได้มาซึ่งพยานหลักฐานในส่วนดังกล่าวมิชอบไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง แต่หาได้เป็นข้อกฎหมายที่ยกขึ้นอ้างอิงในฎีกาเพื่อเอาชนะคดีโดยชัดแจ้งไม่ จึงเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง เมื่อทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกามีเพียง 95,476.24 บาท จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.27 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.248

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 95,476.24 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 90,000 บาท นับแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2539 ซึ่งเป็นวันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ต่อมาจำเลยยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การศาลชั้นต้นนัดไต่สวน เมื่อถึงวันนัด จำเลยขอเลื่อนการพิจารณา ศาลชั้นต้นเห็นว่าพฤติการณ์ของจำเลยเป็นการประวิงคดี จึงมีคำสั่งไม่อนุญาต และให้ยกคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 90,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์คำสั่งที่ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้เลื่อนการพิจารณา ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำสั่งและคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการไต่สวนคำร้องขอเลื่อนคดี แล้วมีคำสั่งและคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนคำร้องขอเลื่อนคดีของจำเลย เมื่อถึงวันนัด จำเลยยื่นคำร้องขอเลื่อนการพิจารณา ศาลชั้นต้นไม่อนุญาต และมีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การ ให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 90,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 30,000 บาท นับแต่วันที่ 2 พฤศจิกายน 2538 ของต้นเงินจำนวน 30,000 บาท นับแต่วันที่ 22 พฤศจิกายน 2538 และของต้นเงินจำนวน 30,000 บาท นับแต่วันที่ 20 มีนาคม 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องรวมแล้วต้องไม่เกิน 5,476.24 บาท จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ฎีกาของจำเลยข้อ 3.2 ที่ว่าเมื่อศาลอุทธรณ์ได้พิพากษาให้ยกคำสั่งและคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการไต่สวนคำร้องขอเลื่อนคดีแล้วมีคำสั่งและคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ชอบที่ศาลชั้นต้นจะทำการสืบพยานใหม่ การที่นายไพบูลย์ผู้รับมอบอำนาจโจทก์และในฐานะทนายโจทก์เพียงแต่เข้าเบิกความว่า โจทก์ขอถือเอาคำเบิกความของตัวโจทก์และของพยานบุคคลอื่นๆ ที่ได้เคยเบิกความไว้ในชั้นพิจารณาก่อนที่ศาลอุทธรณ์จะมีคำพิพากษายกคำสั่งและคำพิพากษาของศาลชั้นต้นเป็นพยานหลักฐาน แล้วศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าคำเบิกความของตัวโจทก์และของพยานบุคคลอื่นๆ ของโจทก์ซึ่งเคยเบิกความไว้แล้ว ดังกล่าวถือเป็นพยานเอกสารที่แสดงว่าตัวโจทก์และพยานบุคคลอื่นๆ ได้เคยบอกเล่าไว้อย่างไรต่อศาล เมื่อข้อเท็จจริงที่ปรากฏในเอกสารดังกล่าวเกี่ยวกับประเด็นแห่งคดี ก็ไม่ต้องห้ามที่ศาลจะรับฟังเป็นพยานหลักฐานอย่างหนึ่งเพื่อพิเคราะห์ประกอบพยานเอกสารอื่นของโจทก์ที่อ้างส่ง เป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ทั้งคำเบิกความของนายไพบูลย์ในครั้งหลังนี้เป็นเพียงพยานบอกเล่าเท่ากับได้รับฟังคำพยานบุคคลปากอื่นของโจทก์มาก่อน ชอบที่ศาลจะไม่รับฟังพยานปากนายไพบูลย์จึงต้องถือว่าโจทก์ไม่มีพยานมาสืบให้เห็นว่าจำเลยต้องรับผิดตามที่โจทก์ฟ้องนั้น เห็นว่า เนื้อหาในฎีกาข้อนี้มีลักษณะเป็นการโต้แย้งว่าพยานหลักฐานที่โจทก์นำมาสืบไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์ อันเป็นการโต้เถียงดุลพินิจการรับฟังพยานหลักฐานของศาลล่างทั้งสอง เพียงแต่อ้างประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ขึ้นมาโต้แย้งว่าการได้มาซึ่งพยานหลักฐานในส่วนดังกล่าวมิชอบ ไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง หาได้เป็นข้อกฎหมายที่ยกขึ้นอ้างอิงในฎีกาเพื่อเอาชนะคดีโดยชัดแจ้งไม่ จึงเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง เมื่อทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกามีเพียง 95,476.24 บาท จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย" พิพากษายกฎีกาของจำเลย ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 161/2551 นายชาญ เตโชตานนท์ โจทก์ นายสมนึก วิมูลชาติ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายชาญ เตโชตานนท์ · จำเลย - นายสมนึก วิมูลชาติ
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์ · รัตน กองแก้ว · สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 7980/2551ฎีกา 142/2492ฎีกา 3813/2535ฎีกา 345/2520ฎีกา 280/2530ฎีกา 5302/2548ฎีกา 1015/2509ฎีกา 824/2519ฎีกา 1590/2513ฎีกา 4015/2528ฎีกา 83-84/2529ฎีกา 4637/2567ฎีกา 1229/2545ฎีกา 2812/2539ฎีกา 1030/2509ฎีกา 1572/2511ฎีกา 817/2490ฎีกา 1339/2543ฎีกา 8732/2549ฎีกา 2186/2550ฎีกา 3589/2525ฎีกา 891/2510ฎีกา 8108/2542ฎีกา 825/2509
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ