⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 5574/2551

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5574/2551

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การโอนสิทธิเรียกร้องในสัญญาต่างตอบแทนที่ผู้โอนได้ชำระหนี้ของตนให้แก่ผู้รับโอนแล้ว ย่อมสมบูรณ์เมื่อได้ทำเป็นหนังสือและบอกกล่าวการโอนไปยังผู้รับโอน ผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องจึงมีสิทธิเรียกให้ผู้รับโอนชำระหนี้ได้

ย่อคำพิพากษา

แม้สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างระหว่าง ส. กับจำเลยจะเป็นสัญญาต่างตอบแทน ซึ่งทั้งสองฝ่ายต่างมีฐานะเป็นเจ้าหนี้และลูกหนี้และลูกหนี้ กล่าวคือจำเลยมีฐานะเป็นเจ้าหนี้ที่จะได้รับโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างจาก ส. ซึ่งเป็นลูกหนี้ในการที่จะต้องโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่จำเลย ในขณะเดียวกันจำเลยก็มีฐานะเป็นลูกหนี้ที่จะต้องชำระหนี้ค่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่ ส. ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ในการที่จะได้รับชำระหนี้ค่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างจากจำเลย แต่เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่า ส. ได้ชำระหนี้ในส่วนของตนให้แก่จำเลยเป็นที่เรียบร้อยแล้วก่อนที่ ส. จะโอนสิทธิเรียกร้องให้แก่โจทก์ การโอนสิทธิเรียกร้องระหว่าง ส. กับโจทก์จึงเป็นการโอนเฉพาะสิทธิเรียกร้องในฐานะเป็นเจ้าหนี้เพียงอย่างเดียว การโอนในลักษณะดังกล่าวนี้เมื่อได้ทำเป็นหนังสือและได้บอกกล่าวการโอนไปยังจำเลยแล้ว ก็ย่อมสมบูรณ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 306 วรรคแรก จำเลยจึงต้องรับผิดชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.306

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 6,300,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ระหว่างพิจารณา จำเลยถึงแก่กรรม นางนิรมลทายาทของจำเลยยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์อนุญาต ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 6,300,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์โดยฟังข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2539 จำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินโฉนดเลขที่ 26461 ตำบลคลองราชาเทวะ (ราชาเทวะ) อำเภอบางพลี (บางพลีใหญ่) จังหวัดสมุทรปราการ พร้อมสิ่งปลูกสร้างกับนายสวัสดิ์ในราคา 135,000,000 บาท โดยวางมัดจำ 12,000,000 บาท และจะชำระเงินจำนวน 108,000,000 บาท ภายในวันที่ 1 ตุลาคม 2539 ส่วนที่เหลือจำนวน 15,000,000 บาท จำเลยจะผ่อนชำระเป็นรายงวด งวดละ 1,000,000 บาท เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 25 มกราคม 2540 งวดต่อไปทุกวันที่ 25 ของเดือนถัดไปจนกว่าจะครบ ต่อมาเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2539 นายสวัสดิ์โอนสิทธิเรียกร้องตามสัญญาจะซื้อจะขายดังกล่าวให้แก่โจทก์ เมื่อโจทก์อุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยมิได้ยื่นคำแก้อุทธรณ์ตั้งเป็นประเด็นไว้ ข้อเท็จจริงจึงต้องฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นดังกล่าว ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยมิได้เป็นลูกหนี้นายสวัสดิ์ก็ดี สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ไม่อาจรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ก็ดี หนี้ยังไม่ถึงกำหนดชำระโจทก์จึงยังไม่มีอำนาจฟ้องก็ดี หรือที่ฎีกาว่า จำเลยไม่ได้รับการบอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้องก็ดี ล้วนเป็นการฎีกาในข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงประการเดียวว่า สัญญาโอนสิทธิเรียกร้อง มีผลผูกพันจำเลยให้ต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า แม้สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างระหว่างนายสวัสดิ์กับจำเลยจะเป็นสัญญาต่างตอบแทน ซึ่งทั้งสองฝ่ายต่างมีฐานะเป็นเจ้าหนี้และลูกหนี้ กล่าวคือจำเลยมีฐานะเป็นเจ้าหนี้ที่จะได้รับโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างจากนายสวัสดิ์ซึ่งเป็นลูกหนี้ในการที่จะต้องโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่จำเลย ในขณะเดียวกันจำเลยก็มีฐานะเป็นลูกหนี้ที่จะต้องชำระหนี้ค่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่นายสวัสดิ์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ในการที่จะได้รับชำระหนี้ค่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างจากจำเลย แต่เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่านายสวัสดิ์ได้ชำระหนี้ในส่วนของตนให้แก่จำเลยเป็นที่เรียบร้อยแล้วก่อนที่นายสวัสดิ์จะโอนสิทธิเรียกร้องให้แก่โจทก์ การโอนสิทธิเรียกร้องระหว่างนายสวัสดิ์กับโจทก์จึงเป็นการโอนเฉพาะสิทธิเรียกร้องในฐานะเจ้าหนี้เพียงอย่างเดียว การโอนในลักษณะดังกล่าวนี้เมื่อได้ทำเป็นหนังสือและได้บอกกล่าวการโอนไปยังจำเลยแล้ว ก็ย่อมสมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 306 วรรคแรก จำเลยจึงต้องรับผิดชำระหนี้จำนวน 6,300,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความในชั้นฎีกาแทนโจทก์จำนวน 3,000 บาท ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5574/2551 นายสันติ โอวรางค์ โจทก์ นายวิรัช อัศว์ศิวะกุล โดยนางนิรมล อัศว์ศิวะกุล ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายสันติ โอวรางค์ · จำเลย - นายวิรัช อัศว์ศิวะกุล โดยนางนิรมลอัศว์ศิวะกุล ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)มนตรี ยอดปัญญา · ดิเรก อิงคนินันท์ · วีระพล ตั้งสุวรรณ
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 536/2498ฎีกา 4561/2545ฎีกา 6631/2568ฎีกา 2409/2551ฎีกา 295/2508ฎีกา 4306/2528ฎีกา 4872/2550ฎีกา 878/2518ฎีกา 1084/2539ฎีกา 4392/2536ฎีกา 51/2540ฎีกา 7683/2552ฎีกา 1050/2546ฎีกา 77/2538ฎีกา 86/2534ฎีกา 1343/2505ฎีกา 290/2518ฎีกา 4767/2529ฎีกา 2964/2530ฎีกา 1118/2498ฎีกา 799/2551ฎีกา 706/2474ฎีกา 2119/2540ฎีกา 1603/2527
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ