⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 632/2551

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 632/2551

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่โจทก์ยอมรับชำระค่าเช่าซื้อจากผู้เช่าซื้อรายใหม่และส่งมอบทรัพย์สินที่เช่าซื้อให้แก่ผู้เช่าซื้อรายใหม่ ถือเป็นการตกลงเลิกสัญญาเช่าซื้อเดิมโดยปริยาย ทำให้ผู้เช่าซื้อและผู้ค้ำประกันเดิมสิ้นผูกพันตามสัญญา

ย่อคำพิพากษา

แม้ตามคำขอโอนสิทธิการเช่าซื้อจะระบุว่า คำขอยังไม่มีผลผูกพันโจทก์จนกว่าจะทำการตรวจสอบหลักฐานของผู้เช่าซื้อและผู้ค้ำประกันรายใหม่และอนุมัติให้มีการโอนสิทธิการเช่าซื้อ แต่พฤติการณ์ที่โจทก์คืนเช็คที่จำเลยที่ 1 ชำระเป็นค่าเช่าซื้อล่วงหน้าให้แก่จำเลยที่ 1 และให้ ข. ผู้เช่าซื้อรายใหม่กับผู้ค้ำประกันลงลายมือชื่อในแบบพิมพ์สัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกัน และยอมให้ ศ. มอบรถยนต์คันพิพาทให้แก่ ข. ผู้เช่าซื้อรายใหม่ รวมทั้งรับเงินค่าเช่าซื้อจาก ข. ต่อมาถึงสี่งวด และงวดที่ 5 บางส่วนแสดงว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1 ได้ตกลงเลิกสัญญาเช่าซื้อกันโดยปริยายแล้ว โดยถือว่า ข. ผู้เช่าซื้อรายใหม่รับรถคันที่เช่าซื้อไปแทนโจทก์ สัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงสิ้นผลผูกพัน จำเลยทั้งสองไม่ต้องรับผิดตามสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันต่อโจทก์

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.386

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าขาดประโยชน์ใช้สอยรถยนต์จำนวน 165,000 บาท ค่าเช่าซื้อที่ยังขาดอยู่จำนวน 237,962 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และค่าใช้จ่ายในการยึดรถยนต์คืนเป็นเงินจำนวน 9,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยทั้งสองไม่ได้โต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่าเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2538 จำเลยที่ 1 ได้เช่าซื้อรถยนต์ยี่ห้อนิสสัน เซฟิโร หมายเลขทะเบียน 3 ธ-2305 กรุงเทพมหานคร ไปจากโจทก์ในราคา 535,770 บาท ตกลงผ่อนชำระ 30 งวดๆ ละ 17,959 บาท ตั้งแต่วันที่ 5 สิงหาคม 2538 และทุกวันที่ 5 ของเดือนถัดไปจนกว่าจะครบ โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันและยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม หลังจากทำสัญญาเช่าซื้อประมาณ 2 สัปดาห์ จำเลยที่ 1 ขายรถยนต์ดังกล่าวให้แก่นายศุภชัยเป็นการขายเงินดาวน์ และเมื่อเดือนกันยายน 2538 นายขนิษฐ์มาขอซื้อรถคันที่เช่าซื้อจากนายศุภชัย โดยนายขนิษฐ์จะต้องไปผ่อนชำระค่าเช่าซื้อกับโจทก์ นายศุภชัยได้ติดต่อขอวงเงินกู้จากโจทก์และนัดให้จำเลยที่ 1 ไปทำสัญญาโอนสิทธิการเช่าซื้อให้แก่นายขนิษฐ์ ต่อมีการผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 5 ประจำวันที่ 5 ธันวาคม 2538 โจทก์จึงบอกเลิกสัญญาและติดตามยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อคืน คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าจำเลยทั้งสองรับผิดตามสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันตามฟ้องหรือไม่ จำเลยทั้งสองมีจำเลยที่ 1 นายศุภชัยและนายขนิษฐ์เบิกความสอดคล้องกันได้ความว่า เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2538 จำเลยที่ 1 ได้ทำคำขอโอนสิทธิการเช่าซื้อรถยนต์คันพิพาทให้แก่นายขนิษฐ์ที่บริษัทโจทก์มีพนักงานของโจทก์ลงชื่อเป็นพยาน โจทก์ได้มอบเช็คที่จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อล่วงหน้าคืนให้แก่จำเลยที่ 1 และโจทก์ให้นายขนิษฐ์กับผู้ค้ำประกันลงชื่อในสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันใหม่ วันรุ่งขึ้นหลังทำคำขอโอนสิทธิการเช่าซื้อ พนักงานของโจทก์แจ้งกับนายศุภชัยที่โทรศัพท์สอบถามว่าสามารถส่งมอบรถคันที่เช่าซื้อให้แก่นายขนิษฐ์ได้ นายศุภชัยจึงมอบรถยนต์ให้แก่นายขนิษฐ์ไป แล้วนายขนิษฐ์ได้ชำระค่าเช่าซื้อต่อมาถึงงวดที่ 4 และงวดที่ 5 จากนั้นไม่ได้ชำระค่าเช่าซื้ออีก โดยโจทก์ไม่ได้นำสืบหักล้างข้อเท็จจริงดังกล่าว แต่นายกฤตผู้รับมอบอำนาจโจทก์กลับเบิกความยอมรับว่า จำเลยที่ 1 มาทำคำเสนอขอโอนสิทธิการเช่าซื้อให้นายขนิษฐ์โดยพยานลงชื่อเป็นพยานในคำขอโอนสิทธิการเช่าซื้อจริงและโจทก์ให้นายขนิษฐ์ลงชื่อในแบบพิมพ์สัญญาเช่าซื้อ เจือสมข้อนำสืบของจำเลยทั้งสองเห็นว่า แม้ตามคำขอโอนสิทธิการเช่าซื้อจะระบุว่าคำขอยังไม่มีผลผูกพันโจทก์จนกว่าจะทำการตรวจสอบหลักฐานของผู้เช่าซื้อและผู้ค้ำประกันรายใหม่และอนุมัติให้มีการโอนสิทธิการเช่าซื้อ แต่พฤติการณ์ที่โจทก์คืนเช็คที่จำเลยที่ 1 ชำระเป็นค่าเช่าซื้อล่วงหน้าให้แก่จำเลยที่ 1 และให้นายขนิษฐ์ผู้เช่าซื้อรายใหม่กับผู้ค้ำประกันลงลายมือชื่อในแบบพิมพ์สัญญาเช่าซื้อและยอมให้นายศุภชัยมอบรถยนต์คันพิพาทให้แก่นายขนิษฐ์ผู้เช่าซื้อรายใหม่ รวมทั้งรับเงินค่าเช่าซื้อจากนายขนิษฐ์ต่อมาถึงสี่งวด และงวดที่ 5 บางส่วนแสดงว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 ได้ตกลงเลิกสัญญาเช่าซื้อกันโดยปริยายแล้ว โดยถือว่านายขนิษฐ์ผู้เช่าซื้อรายใหม่รับรถคันที่เช่าซื้อไปแทนโจทก์ สัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงสิ้นผลผูกพัน จำเลยทั้งสองไม่ต้องรับผิดชอบตามสัญญาค้ำประกันต่อโจทก์ ฎีกาข้ออื่นของโจทก์เป็นข้อปลีกย่อยไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป จึงไม่จำต้องวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 632/2551 บริษัทซิตี้ ลิสซิ่ง จำกัด โจทก์ พันตำรวจโทหรือนายวรพงษ์ รัตนอุดม กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัทซิตี้ ลิสซิ่ง จำกัด · จำเลย - พันตำรวจโทหรือนายวรพงษ์ รัตนอุดม กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สถิตย์ ทาวุฒิ · สมศักดิ์ เนตรมัย · ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 608/2491ฎีกา 1364/2503ฎีกา 3796/2540ฎีกา 1746/2522ฎีกา 472/2526ฎีกา 408/2548ฎีกา 591/2531ฎีกา 317/2489ฎีกา 2494/2553ฎีกา 2821/2522ฎีกา 1929/2537ฎีกา 2409/2551ฎีกา 654/2541ฎีกา 540/2535ฎีกา 8477/2540ฎีกา 8367/2547ฎีกา 6239/2551ฎีกา 763/2484ฎีกา 42/2516ฎีกา 1397/2544ฎีกา 8509/2551ฎีกา 2009/2515ฎีกา 5434/2536ฎีกา 3059/2538
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ