⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 7695/2551

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7695/2551

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำความผิดฐานพาผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจารและฐานพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจาร แม้กระทำในคราวเดียวกันและผู้เยาว์เต็มใจไปด้วย แต่ถือเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน โดยมีเจตนาแยกต่างหากจากกัน.

ย่อคำพิพากษา

ความผิดฐานพาผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจารโดยผู้เยาว์เต็มใจไปด้วย และฐานพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจารโดยผู้เยาว์เต็มใจไปด้วย แม้จำเลยกระทำในคราวเดียวกัน แต่ก็เป็นความผิดต่อทั้งผู้เยาว์และมารดาของผู้เยาว์ ถือได้ว่ามีเจตนากระทำความผิดให้เกิดผลเป็นกรรมในความผิดต่างฐานต่างหากจากกันจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่า ความผิดสองฐานดังกล่าวเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายบท ลงโทษฐานพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจารโดยผู้เยาว์เต็มใจไปด้วยซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90 นั้น เป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้โจทก์มิได้อุทธรณ์ฎีกาศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 แต่ไม่อาจกำหนดโทษจำเลยเพิ่มเติมได้ เพราะต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.195 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.212 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.225 ประมวลกฎหมายอาญา ม.90 ประมวลกฎหมายอาญา ม.91 ประมวลกฎหมายอาญา ม.319

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2548 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 21 มกราคม 2549 เวลากลางวัน จำเลยพราก พา นางสาว ช. อายุ 17 ปีเศษ แต่ยังไม่เกิน 18 ปี ไปเสียจากนาง ช. ผู้เสียหาย ซึ่งเป็นมารดา โดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจารและกระทำชำเรา โดยนางสาว ช. เต็มใจไปด้วย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 ทวิ, 319 จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 ทวิ วรรคแรก, 319 วรรคแรก การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจารโดยผู้เยาว์เต็มใจไปด้วย ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้จำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยในสถานเบานั้น เห็นว่าศาลอุทธรณ์กำหนดโทษจำเลยให้จำคุก 2 ปี ก่อนลดโทษให้เป็นการลงโทษขั้นต่ำตามที่กฎหมายบัญญัติ จึงไม่อาจกำหนดโทษให้เบาลงกว่านี้ได้อีก ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุกนั้น เห็นว่า การที่จำเลยพรากผู้เยาว์ซึ่งเป็นเด็กหญิงอายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากผู้เสียหายซึ่งเป็นมารดาเพื่อการอนาจารและกระทำชำเรา แม้ผู้เยาว์จะเต็มใจไปด้วยก็ตาม แต่ก็เป็นการกระทำที่สร้างความเสียหายแก่ผู้เยาว์ และทำความเดือนร้อนให้แก่ผู้เสียหาย ทั้งหลังเกิดเหตุจำเลยเพียงแต่อ้างในฎีกาว่าจำเลยยินยอมจดทะเบียนสมรสกับผู้เยาว์ แต่ผู้เสียหายไม่ยินยอมและยังเรียกร้องค่าเสียหายเป็นเงินจำนวนมากจนจำเลยไม่มีความสามารถที่จะชดใช้ได้ โดยไม่ปรากฏหลักฐานที่ชัดเจนเพื่อรับฟังให้เป็นยุติว่า จำเลยได้บรรเทาผลร้ายแห่งความผิดของตนตามสมควรแก่ผู้เสียหาย พฤติการณ์แห่งคดีนับว่าเป็นเรื่องที่ร้ายแรง ซึ่งจะต้องลงโทษจำเลยให้หลาบจำ ส่วนที่จำเลยไม่เคยกระทำความผิดมาก่อน และยังอยู่ในระหว่างศึกษาเล่าเรียน หรือมีเหตุอื่นดังที่จำเลยยกขึ้นอ้างในฎีกา ก็มิใช่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้นเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น อนึ่ง สำหรับความผิดฐานพาผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจารโดยผู้เยาว์เต็มใจไปด้วย และฐานพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจารโดยผู้เยาว์เต็มใจไปด้วย แม้จำเลยกระทำในคราวเดียวกัน แต่ก็เป็นความผิดต่อทั้งผู้เยาว์และมารดาของผู้เยาว์ ถือได้ว่ามีเจตนากระทำความผิดให้เกิดผลเป็นกรรมในความผิดต่างฐานต่างหากจากกัน จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่า ความผิดสองฐานดังกล่าวเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจารโดยผู้เยาว์เต็มใจไปด้วยซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 นั้น เป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้โจทก์มิได้อุทธรณ์ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบ มาตรา 225 แต่ไม่อาจกำหนดโทษจำเลยเพิ่มเติมได้ เพราะต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212" พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิด 2 กรรมต่างกัน ให้ปรับบทลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 ทวิ วรรคแรกด้วย สำหรับโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7695/2551 พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นายชวลิต กิตติสัมพันธ์กุล จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด · จำเลย - นายชวลิต กิตติสัมพันธ์กุล
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)พิทยา บุญชู · สิทธิชัย พรหมศร · พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 6205/2541ฎีกา 3345/2535ฎีกา 2530/2527ฎีกา 7651/2552ฎีกา 4180/2548ฎีกา 2147/2521ฎีกา 712/2559ฎีกา 5305/2539ฎีกา 7988/2551ฎีกา 1715/2545ฎีกา 1795/2493ฎีกา 6355/2544ฎีกา 664/2520ฎีกา 4225/2559ฎีกา 628/2493ฎีกา 1666/2521ฎีกา 2813/2566ฎีกา 8297/2540ฎีกา 11720/2555ฎีกา 4519/2544ฎีกา 2766/2546ฎีกา 8833/2554ฎีกา 11/2539ฎีกา 635/2485
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ