⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 5671/2552

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5671/2552

ป.อาญา ม.29, 30, 32 ฯลฯ · ป.วิ.อาญา ม.218, 237

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การสืบพยานไว้ก่อนวันเดียวกับวันสืบพยานตามคำร้องที่อ้างเหตุถูกต้องตามกฎหมาย และศาลได้แจ้งให้จำเลยทราบและให้โอกาสซักถามพยานแล้ว ถือว่าชอบด้วยเหตุผลแล้ว

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้สืบพยานไว้ก่อนวันเดียวกับที่ศาลชั้นต้นสืบพยานปากดังกล่าว โดยคำร้องอ้างเหตุถูกต้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 237 ทวิ ฉะนั้น ที่ศาลชั้นต้นดำเนินการสืบพยานให้และเห็นว่าไม่อาจตั้งทนายความให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ได้ทัน จึงชอบด้วยเหตุผล ทั้งตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นที่ทำในวันนั้นยังปรากฏว่าศาลชั้นต้นได้แจ้งให้จำเลยทั้งสี่ทราบและให้โอกาสซักถามพยานได้ ซึ่งจำเลยทั้งสี่ไม่คัดค้าน โดยจำเลยที่ 1 เองก็ได้ซักถามพยานด้วยแต่จำเลยอื่นไม่ติดใจถามค้านตามบันทึกท้ายคำเบิกความ ส่วนที่ศาลชั้นต้นไม่ซักถามพยานนั้นเป็นดุลพินิจที่ทำได้โดยชอบ หากเห็นว่าคำเบิกความชัดเจนแล้ว ดังนี้ การสืบพยานปากผู้เสียหายไว้ก่อนฟ้องคดีของศาลชั้นต้นจึงชอบแล้ว

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.218 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.237 ประมวลกฎหมายอาญา ม.29 ประมวลกฎหมายอาญา ม.30 ประมวลกฎหมายอาญา ม.32 ประมวลกฎหมายอาญา ม.33 ประมวลกฎหมายอาญา ม.78 ประมวลกฎหมายอาญา ม.83 ประมวลกฎหมายอาญา ม.90 ประมวลกฎหมายอาญา ม.91 ประมวลกฎหมายอาญา ม.295 ประมวลกฎหมายอาญา ม.309 ประมวลกฎหมายอาญา ม.310 ประมวลกฎหมายอาญา ม.313 ประมวลกฎหมายอาญา ม.337 ประมวลกฎหมายอาญา ม.371

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.218 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.237 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.29 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.30 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91, 295, 309, 310 , 313, 337, 371 และริบของกลาง จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 309 วรรคแรก, 310 วรรคแรก, 313 วรรคสอง, 337 วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 310 วรรคแรก, 313 วรรคสอง, 337 วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 และ 371 การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันเรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฐานร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใดโดยใช้กำลังประทุษร้ายและฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังทำให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใดโดยใช้กำลังประทุษร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 3 ปี ฐานร่วมกันจับคนเรียกค่าไถ่โดยทรมาน (ที่ถูกต้องระบุด้วยว่า และฐานกรรโชกโดยมีอาวุธกับฐานทำร้ายร่างกายเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานจับคนเรียกค่าไถ่โดยทรมาน) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกตลอดชีวิต เมื่อรวมทุกกระทงแล้วคงลงโทษจำคุกตลอดชีวิต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) จำเลยที่ 2 ฐานร่วมกันจับคนเรียกค่าไถ่โดยทรมาน (ที่ถูกต้องระบุด้วยว่า และฐานกรรโชกโดยมีอาวุธกับฐานทำร้ายร่างกายเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานจับคนเรียกค่าไถ่โดยทรมาน) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุกตลอดชีวิต ฐานพาอาวุธมีด ปรับ 100 บาท รวมสองกระทง คงจำคุกจำเลยที่ 2 ตลอดชีวิต และปรับ 100 บาท จำเลยที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 วรรคแรก, 310 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 ฐานร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใดโดยใช้กำลังประทุษร้ายและฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังทำให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท มีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใดโดยใช้กำลังประทุษร้าย จำคุก 3 ปี คำให้การชั้นจับกุมของจำเลยที่ 4 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยที่ 4 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 2 ปี หากจำเลยที่ 2 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 (ที่ถูก มาตรา 29) ริบของกลาง ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์และจำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้คืนกระเป๋าผ้าของกลางแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ประการแรกว่าที่ศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์ปากนายนิรันดร์ผู้เสียหายไว้เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2544 ก่อนโจทก์ฟ้องคดีนี้ชอบหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ยื่นคำร้องขอให้สืบพยานไว้ก่อนวันเดียวกับที่ศาลชั้นต้นสืบพยานปากดังกล่าว โดยคำร้องอ้างเหตุถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 237 ทวิ ฉะนั้น ที่ศาลชั้นต้นดำเนินการสืบพยานให้และเห็นว่าไม่อาจตั้งทนายความให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ได้ทันจึงชอบด้วยเหตุผลทั้งตามรายงานกระบวนการพิจารณาของศาลชั้นต้นที่ทำในวันนั้นยังปรากฏว่าศาลชั้นต้นได้แจ้งให้จำเลยทั้งสี่ทราบและให้โอกาสซักถามพยานได้ ซึ่งจำเลยทั้งสี่ไม่คัดค้าน โดยจำเลยที่ 1 เองก็ได้ซักถามพยานด้วย แต่จำเลยอื่นไม่ติดใจถามค้านตามบันทึกท้ายคำเบิกความ ส่วนที่ศาลชั้นต้นไม่ซักถามพยานนั้นเป็นดุลพินิจที่ทำได้โดยชอบหากเห็นว่าคำเบิกความชัดเจนแล้ว ดังนี้ การสืบพยานปากผู้เสียหายไว้ก่อนฟ้องคดีของศาลชั้นต้นจึงชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ต่อไปว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 มีความผิดตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามาหรือไม่ สำหรับความผิดกระทงแรกฐานร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใดและหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่น ต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกาว่าไม่ได้กระทำความผิดกระทงนี้เป็นปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย คงรับวินิจฉัยให้เฉพาะความผิดกระทงหลังฐานจับคนเรียกค่าไถ่ กรรโชก และทำร้ายร่างกาย ซึ่งความผิดดังกล่าวโจทก์มีพยานคือนายนิรันดร์ผู้เสียหายเบิกความว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 กระทำความผิดตามทางนำสืบ มีนายบุญเกิดเบิกความว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3 กับพวกพาผู้เสียหายมาพักที่บ้านของพยาน ต่อมาผู้เสียหายหลบหนีแต่พวกจำเลยไปตามจับกลับมากับมีนางประภาภรณ์เบิกความว่า ผู้เสียหายโทรศัพท์มาหาแจ้งว่าต้องการเงิน 100,000 บาท ด่วน มิฉะนั้นจะต้องตายและพยานโอนเงิน 5,000 บาท เข้าบัญชีของจำเลยที่ 3 ให้ เห็นว่า ผู้เสียหายเบิกความสมเหตุสมผลสอดคล้องกับคำให้การชั่นสอบสวนที่ผู้เสียหายให้ไว้ในเวลาใกล้ชิดเวลาเกิดเหตุ ทั้งลงรอยกับบาดแผลของผู้เสียหายตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลจึงมีน้ำหนักควรแก่การรับฟังมิใช่น้อย เมื่อพิจารณาร่วมกับคำเบิกความของนายบุญเกิดและนายประภาภรณ์ที่สอดรับกับข้อเท็จจริงตามคำเบิกความของผู้เสียหายอย่างมากด้วยเช่นนี้ พยานหลักฐานของโจทก์ก็มีน้ำหนักและเหตุผลให้รับฟังเป็นความจริง พยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่อาจหักล้างได้ จำเลยที่ 1 และที่ 3 ต้องมีความผิดตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษา ฎีกาข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5671/2552 พนักงานอัยการจังหวัดแพร่ โจทก์ จ่าสิบตำรวจสุวิทย์ ถั่วทอง กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดแพร่ · จำเลย - จ่าสิบตำรวจสุวิทย์ ถั่วทอง กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ไชยยงค์ คงจันทร์ · นพวรรณ อินทรัมพรรย์ · ทัศนีย์ ธรรมเกณฑ์
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 959/2531ฎีกา 4/2508ฎีกา 1683/2523ฎีกา 1837/2531ฎีกา 9026/2553ฎีกา 6575/2551ฎีกา 2581/2548ฎีกา 1392/2564ฎีกา 21848/2555ฎีกา 99/2541ฎีกา 1089/2559ฎีกา 3345/2535ฎีกา 9647/2557ฎีกา 1588/2479ฎีกา 4180/2548ฎีกา 8080/2538ฎีกา 712/2559ฎีกา 861/2521ฎีกา 5305/2539ฎีกา 789/2480ฎีกา 4276/2534ฎีกา 1715/2545ฎีกา 5598/2540ฎีกา 753/2539
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ