⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 5721/2552

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5721/2552

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การนำพยานเอกสารเข้าสู่สำนวนคดีในชั้นฎีกาโดยที่คู่ความอีกฝ่ายไม่มีโอกาสโต้แย้งหรือหักล้าง ถือเป็นการนำพยานหลักฐานเข้าสู่สำนวนโดยมิชอบด้วยกฎหมาย และไม่อาจรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้

ย่อคำพิพากษา

จำเลยเพิ่งจะอ้างส่งบันทึกคณะกรรมการเปิดซองสอบราคาและใบเสนอราคาเป็นเอกสารท้ายฎีกา โจทก์ไม่มีโอกาสหักล้างข้อเท็จจริงหรือโต้แย้งเอกสารดังกล่าวได้ทำให้โจทก์เสียเปรียบในการต่อสู้คดี ทั้งจำเลยรู้ถึงความมีอยู่ของเอกสารดังกล่าวตั้งแต่แรกที่โจทก์ฟ้องคดี การที่จำเลยยื่นเอกสารดังกล่าวในชั้นฎีกาเป็นการนำเอกสารเข้าสู่สำนวนคดีโดยมิชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่อาจรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.88 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.90 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.125

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 350,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 350,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 20 กรกฎาคม 2541) ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 2,500 บาท แทนโจทก์ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นฎีกาฟังได้ว่า จำเลยลงลายมือชื่อเป็นผู้รับจ้างในแบบสัญญาจ้างซึ่งเป็นการรับจ้างก่อสร้างถนนจากบ้านหินโงม หมู่ที่ 3 ถึงบ้านศรีชมชื่น หมู่ที่ 6 กับองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านหินโงม โดยมีโจทก์เป็นผู้ก่อสร้างถนนสายดังกล่าวจนแล้วเสร็จและได้ส่งมอบงานก่อนสร้างแก่องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านหินโงมแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยว่าจ้างโจทก์สร้างถนนจากบ้านหินโงม หมู่ที่ 3 ถึงบ้านศรีชมชื่น หมู่ที่ 5 และต้องชำระค่าจ้างแก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองหรือไม่ โจทก์มีตัวโจทก์เป็นพยานเบิกความว่า เมื่อต้นเดือนตุลาคม 2540 จำเลยว่าจ้างโจทก์ให้ก่อสร้างถนนจากบ้านหินโงมถึงบ้านศรีชมชื่นยาวประมาณ 4,500 เมตร กว้าง 6 เมตร สูงประมาณ 50 เซนติเมตร ตกลงค่าจ้างเป็นเงิน 350,000 บาท โจทก์เป็นผู้หาอุปกรณ์และคนงานเอง กำหนดจ่ายค่าจ้างเมื่องานแล้วเสร็จและจำเลยเบิกเงินได้แล้ว โจทก์ลงมือทำงานเมื่อต้นเดือนตุลาคม 2540 และก่อสร้างเสร็จในเดือนพฤศจิกายน 2540 โจทก์ส่งมอบงานให้แก่จำเลยและจำเลยได้รับค่าจ้างจากองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านหินโงมแล้วแต่ไม่ชำระค่าจ้างแก่โจทก์และโจทก์มีนายสุทธิชัยหัวหน้าส่วนโยธาองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านหินโงมเป็นพยานเบิกความว่า พยานเป็นผู้ควบคุมงานก่อสร้างถนน จำเลยเป็นผู้รับจ้างก่อสร้างถนนยาวประมาณ 4,400 เมตร กว้าง 6 เมตร สูงประมาณ 50 เซนติเมตร ค่าจ้างประมาณ 450,000 บาท มีการขึ้นป้ายประกาศไว้ตามภาพถ่าย ระยะเวลาก่อสร้างตั้งแต่เดือนกันยายน 2540 ถึงเดือนตุลาคม 2540 จำเลยว่าจ้างโจทก์เป็นผู้ก่อสร้างช่วง โจทก์เริ่มก่อสร้างในเดือนตุลาคม 2540 และสร้างเสร็จในเดือนพฤศจิกายน 2540 โดยมีการส่งมอบงานในเดือนดังกล่าว พยานตรวจสอบแล้วพบว่าถูกต้องตามแบบและจำเลยได้รับเงินค่าจ้างไปแล้ว กับมีนายบุญทันซึ่งดำรงตำแหน่งประธานสภาองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านหินโงมเป็นพยานเบิกความว่า จำเลยเป็นผู้รับจ้างก่อสร้างถนนสายบ้านหินโงม - บ้านศรีชมชื่น ซึ่งมีความยาวประมาณ 4 กิโลเมตร ค่าจ้างประมาณ 450,000 บาท เริ่มสัญญาในเดือนกันยายน 2540 และสิ้นสุดในเดือนตุลาคม 2540 มีโจทก์เป็นผู้ก่อสร้างในเดือนตุลาคม 2540 และถนนแล้วเสร็จในเดือนพฤศจิกายน 2540 จำเลยได้รับเงินค่าจ้างไปแล้ว นอกจากนี้โจทก์ยังมีนายอุทิศ นายหนูคล้ายและนายถวิลเป็นพยานเบิกความว่า จำเลยว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างถนน ส่วนจำเลยมีตัวจำเลยเป็นพยานเบิกความว่า นายคำผางขอให้จำเลยทำสัญญาจ้างก่อสร้างถนนแทนและให้จำเลยช่วยดูแลการก่อสร้าง โดยให้ค่าจ้างจำเลย 3,000 บาท นายคำผางให้โจทก์ก่อสร้างถนนสายดังกล่าว ระหว่างก่อสร้างนายคำผางถึงแก่ความตาย โจทก์จึงส่งมอบงานให้แก่ผู้ว่าจ้าง นางทองจันทร์ภริยานายคำผางเป็นผู้รับเงินค่าจ้างและได้เสียภาษีเงินได้จากเงินค่าจ้างในนามนายคำผาง จำเลยไม่ได้ว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างถนน และจำเลยมีนายชวนชัยและนายประยูรเป็นพยานเบิกความว่า นายคำผางเป็นผู้รับงานก่อสร้างถนนและได้ว่าจ้างโจทก์ให้ก่อสร้างถนนแทน จำเลยเป็นลูกจ้างของนายคำผางเช่นเดียวกับพยาน เห็นว่า นายบุญทันพยานโจทก์ได้ลงลายมือชื่อในแบบสัญญาจ้างในฐานะผู้ว่าจ้าง ส่วนนายสุทธิชัยเป็นผู้ควบคุมการก่อสร้างถนน ย่อมรู้เห็นเกี่ยวกับการก่อสร้างถนนสายดังกล่าวเป็นอย่างดี ทั้งข้อเท็จจริงที่พยานทั้งสองเบิกความก็เป็นข้อเท็จจริงที่พยานทั้งสองปฏิบัติไปตามหน้าที่ โดยไม่ปรากฏว่าพยานทั้งสองมีส่วนได้เสียกับฝ่ายใด จึงไม่มีข้อระแวงสงสัยว่าพยานจะเบิกความเพื่อช่วยเหลือโจทก์และให้ร้ายจำเลยโดยปราศจากมูลความจริง คำเบิกความของพยานโจทก์ดังกล่าวจึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ พยานหลักฐานของจำเลยคงมีแต่คำเบิกความของตัวจำเลยซึ่งไม่สมเหตุผล เพราะจำเลยลงลายมือชื่อในสัญญาจ้างโดยไม่ได้ระบุว่าได้กระทำการแทนนายคำผาง และจำเลยไม่ได้ถามค้านนายบุญทันเพื่อให้นายบุญทันรับรองข้อเท็จจริงว่า จำเลยทำสัญญาจ้างแทนนายคำผางจริงหรือไม่ ข้ออ้างของจำเลยที่ว่าจำเลยทำสัญญาจ้างแทนนายคำผางจึงเลื่อนลอย ไม่น่าเชื่อถือ แม้นายชวนชัยและนายประยูรพยานจำเลยจะเบิกความว่าจำเลยเป็นลูกจ้างของนายคำผาง แต่เมื่อทนายโจทก์ให้นายชวนชัยดูแบบสัญญาจ้างนายชวนชัยก็เบิกความรับว่า จำเลยเป็นผู้รับจ้าง และนายชวนชัยไม่ทราบว่าแท้จริงแล้วจำเลยหรือโจทก์เป็นผู้รับเหมาทำงานก่อสร้างถนนสายบ้านหินโงม - บ้านศรีชมชื่น ส่วนนายประยูรก็เบิกความตอบคำถามค้านของทนายโจทก์ว่า นายประยูรไม่ทราบว่าแท้จริงแล้วใครเป็นผู้รับจ้างก่อสร้างถนนสายบ้านหินโงม - บ้านศรีชมชื่น คำเบิกความของนายชวนชัยและนายประยูรหาได้สนับสนุนให้คำเบิกความของจำเลยมีน้ำหนักรับฟังเพิ่มขึ้นไม่ พยานหลักฐานของโจทก์มีทั้งพยานบุคคล พยานเอกสาร และภาพถ่ายสถานที่ก่อสร้างประกอบกันอย่างสมเหตุผล จึงมีน้ำหนักรับฟังยิ่งกว่าพยานหลักฐานของจำเลย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างถนนสายพิพาทและยังมิได้ชำระค่าจ้างแก่โจทก์ดังที่ฟ้อง ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า ตามบันทึกคณะกรรมการเปิดซองสอบราคาและใบเสนอราคาเอกสารท้ายฎีกามีชื่อนายคำผางเป็นผู้เสนอราคาก่อสร้างในอันดับ 1 ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่านายคำผางเป็นผู้รับจ้างนั้น เห็นว่า การที่จำเลยเพิ่งจะอ้างส่งบันทึกคณะกรรมการเปิดซองสอบราคา ลงวันที่ 28 สิงหาคม 2540 และใบเสนอราคาลงวันที่ 26 สิงหาคม 2540 เป็นเอกสารท้ายฎีกาเป็นการนำเอกสารเข้าสู่สำนวนคดีโดยมิชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ไม่มีโอกาสหักล้างข้อเท็จจริงหรือโต้แย้งเอกสารดังกล่าวได้ ทำให้โจทก์เสียเปรียบในการต่อสู้คดี ทั้งจำเลยรู้ถึงความมีอยู่ของเอกสารดังกล่าวตั้งแต่แรกที่โจทก์ฟ้องคดี การที่จำเลยยื่นเอกสารดังกล่าวในชั้นฎีกาโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายจึงไม่อาจรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ ฎีกาข้ออื่นของจำเลยไม่อาจทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไปได้จึงไม่จำต้องวินิจฉัย ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยชำระค่าจ้างแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5721/2552 นายประคอง สระแก้ว โจทก์ นายเผด็จ เพ็งสวรรค์ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายประคอง สระแก้ว · จำเลย - นายเผด็จ เพ็งสวรรค์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์ · ศุภชัย สมเจริญ · สนอง เล่าศรีวรกต
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2032/2542ฎีกา 2076/2542ฎีกา 1913/2520ฎีกา 3041/2522ฎีกา 1197/2530ฎีกา 3007/2525ฎีกา 2732/2534ฎีกา 2500/2548ฎีกา 887/2540ฎีกา 1368/2510ฎีกา 149/2526ฎีกา 1416-1418/2508ฎีกา 269/2520ฎีกา 254/2520ฎีกา 421/2532ฎีกา 4549/2540ฎีกา 536/2536ฎีกา 2752/2537ฎีกา 3055/2526ฎีกา 280/2505ฎีกา 7937/2538ฎีกา 8358/2538ฎีกา 4036-4037/2530ฎีกา 5647/2537
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ