⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 13536/2553

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13536/2553

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เจ้าพนักงานมีอำนาจยึดหรืออายัดทรัพย์สินเพื่อประโยชน์ในการรวบรวมพยานหลักฐานในการดำเนินคดีอาญา และมีอำนาจดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินเพื่อขอให้ศาลสั่งให้ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดตกเป็นของแผ่นดินได้

ย่อคำพิพากษา

จำเลยที่ 3 เป็นเจ้าพนักงานตำรวจย่อมมีอำนาจหน้าที่ทำการสืบสวนคดีอาญา เมื่อสืบสวนแสวงหาข้อเท็จจริงและหลักฐานจนทราบรายละเอียดแห่งความผิดแล้วว่าโจทก์อยู่ในฐานะผู้ต้องสงสัยหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับการค้าน้ำมันเถื่อน จำเลยที่ 3 ย่อมมีอำนาจกล่าวโทษได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (8), 17, 18, 125 และ 127 และเมื่อจำเลยที่ 3 ได้รับการแต่งตั้งเป็นพนักงานสืบสวนสอบสวนของคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนผู้รับผิดชอบจำเลยที่ 3 ย่อมมีอำนาจสอบสวน รวบรวมพยานหลักฐานทุกชนิดเท่าที่สามารถจะทำได้เพื่อทราบข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ต่างๆ อันเกี่ยวกับความผิดที่กล่าวหาและเพื่อพิสูจน์ให้เห็นความผิดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 121, 130 และ 131 ซึ่งลักษณะความผิดที่กล่าวหาดังกล่าวบัญชีเงินฝากของโจทก์ย่อมเป็นหลักฐานอันเกี่ยวกับการกระทำความผิดอย่างหนึ่งที่อาจพิสูจน์ให้เห็นความผิดตามที่กล่าวหาได้ จำเลยที่ 3 จึงมีอำนาจยึดหรืออายัดเงินในบัญชีเงินฝากของโจทก์ไว้ตรวจสอบเพื่อประโยชน์ในการรวบรวมพยานหลักฐานตาม ป.วิ.อ. มาตรา 85 วรรคสาม และ 132 อันเป็นการดำเนินการทางอาญาในความผิดฐานลักลอบหนีศุลกากรและฐานฟอกเงินตามอำนาจหน้าที่ของคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนผู้รับผิดชอบ การดำเนินคดีส่วนแพ่งตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ได้กำหนดอำนาจหน้าที่แก่คณะกรรมการธุรกรรม โดยจำเลยที่ 1 ในฐานะเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและเป็นประธานกรรมการธุรกรรมตามกฎหมายในขณะนั้นไว้เป็นขั้นตอนตั้งแต่มาตรการยับยั้งการทำธุรกรรมทางการเงินไปจนถึงการให้อำนาจตรวจสอบ สืบสวนสอบสวนและส่งเรื่องให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินที่ปรากฏหลักฐานเป็นที่เชื่อได้ว่าเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดตกเป็นของแผ่นดินได้ ดังนั้น เมื่อปรากฏว่าความผิดฐานลักลอบหนีศุลกากรโดยค้าน้ำมันเถื่อนตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากรเป็นความผิดมูลฐานตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3 (7) อันเป็นความผิดฐานฟอกเงิน จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้บังคับการ กองตำรวจน้ำมีหน้าที่โดยตรงในการตรวจจับผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับการลักลอบค้าน้ำมันเถื่อนย่อมมีอำนาจสืบสวนและรายงานข้อมูลของผู้ที่เกี่ยวข้องกับการลักลอบค้าน้ำมันเถื่อนไปยังสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินซึ่งมีจำเลยที่ 1 เป็นเลขาธิการและเป็นประธานกรรมการธุรกรรม เมื่อคณะกรรมการธุรกรรมเห็นว่ามีพยานหลักฐานเป็นที่เชื่อได้ว่าธุรกรรมใดของโจทก์เกี่ยวข้องหรืออาจเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดมูลฐานหรือความผิดฐานฟอกเงิน จำเลยที่ 1 โดยมติที่ประชุมของคณะกรรมการธุรกรรมย่อมมีอำนาจสั่งเป็นหนังสือยับยั้งการทำธุรกรรมทางการเงินของโจทก์ไว้เป็นการชั่วคราวได้ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 36 เมื่อจำเลยที่ 3 ได้ทำการสืบสวน กล่าวโทษและรายงานข้อมูลการทำธุรกรรมของโจทก์มีพยานหลักฐานอ้างจากสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีและสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินแสดงลำดับการดำเนินการมาสนับสนุนได้ชัดเจนถึงเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำความผิดเกิดขึ้นจริงและโจทก์มีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด ทั้งทางไต่สวนของโจทก์ไม่ปรากฏพยานหลักฐานที่อาจชี้ได้ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 รู้หรือควรรู้ว่าข้อมูลที่ได้รับมานั้นเป็นความเท็จหรือโจทก์มิได้กระทำความผิดหรือเป็นการแกล้งให้โจทก์ต้องรับโทษหรือรับโทษหนักขึ้นหรือเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์หรือโดยทุจริตดังที่โจทก์กล่าวอ้าง การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 จึงไม่มีมูลความผิดตาม ป.อ. มาตรา 137, 157, 172, 173 และ 174

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.2 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.17 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.18 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.85 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.121 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.125 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.127 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.130 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.131 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.132 ประมวลกฎหมายอาญา ม.137 ประมวลกฎหมายอาญา ม.157 ประมวลกฎหมายอาญา ม.172 ประมวลกฎหมายอาญา ม.173 ประมวลกฎหมายอาญา ม.174 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ม.3 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ม.36

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 3, 4, 32, 34, 35, 36 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 84, 86, 90, 91, 137, 157, 172, 173, 174 ให้จำเลยทั้งสามมีคำสั่งเพิกถอนการยึดและอายัดหรือการห้ามทำธุรกรรมสำหรับเงินในบัญชีเงินฝากของโจทก์ กับให้จำเลยทั้งสามคืนสมุดบัญชีเงินฝาก ทรัพย์สิน และเอกสารที่ยึดไว้แก่โจทก์ ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นอนุญาต และให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว คดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คดีโจทก์มีมูลให้ศาลประทับฟ้องไว้พิจารณาหรือไม่ ทางไต่สวนของโจทก์ปรากฏตามหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริง คำสั่งคณะกรรมการธุรกรรม และสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีเอกสารเพียงว่า เมื่อสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีส่งข้อมูลการลักลอบค้าน้ำมันเถื่อนให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติดำเนินการสืบสวนจับกุมผู้กระทำความผิด จำเลยที่ 3 ได้รับมอบหมายสืบสวนจนทราบว่ากลุ่มผู้ค้าน้ำมันเถื่อนรายใหญ่ของประเทศมี 3 กลุ่ม โดยมีกลุ่มของโจทก์กับพวกรวมอยู่ด้วย จำเลยที่ 3 ได้กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีอาญาแก่ผู้เกี่ยวข้องรวมทั้งโจทก์ และได้รายงานผลการสืบสวนต่อจำเลยที่ 1 ว่า โจทก์เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดฐานลักลอบหนีศุลกากรและฐานฟอกเงิน จำเลยที่ 1 โดยมติที่ประชุมของคณะกรรมการธุรกรรม มีคำสั่งให้ยับยั้งการกระทำธุรกรรมทางการเงินของโจทก์กับพวกไว้ชั่วคราวเป็นเวลา 10 วันทำการ ขณะเดียวกันผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้แต่งตั้งจำเลยที่ 3 เป็นรองหัวหน้าพนักงานสืบสวนสอบสวนทำหน้าที่พนักงานสืบสวนสอบสวนผู้รับผิดชอบให้มีอำนาจสืบสวนสอบสวนดำเนินคดีในเรื่องดังกล่าว โดยในการนี้จำเลยที่ 3 ได้สั่งอายัดเงินในบัญชีเงินฝากของโจทก์ 5 บัญชี รวมเป็นเงินประมาณ 21 ล้านบาท เห็นว่า การดำเนินการของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ล้วนอยู่ในขอบอำนาจหน้าที่ของจำเลยที่ 1 และที่ 3 กล่าวคือ การที่จำเลยที่ 3 เป็นเจ้าพนักงานตำรวจย่อมมีอำนาจหน้าที่ทำการสืบสวนคดีอาญา เมื่อสืบสวนแสวงหาข้อเท็จจริงและหลักฐานจนทราบรายละเอียดแห่งความผิดแล้วโจทก์อยู่ในฐานะผู้ต้องสงสัยหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับการค้าน้ำมันเถื่อน จำเลยที่ 3 ย่อมมีอำนาจกล่าวโทษได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (8), 17, 18, 125 และ 127 และเมื่อจำเลยที่ 3 ได้รับการแต่งตั้งเป็นรองหัวหน้าพนักงานสืบสวนสอบสวนของคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนผู้รับผิดชอบในกรณีนี้ จำเลยที่ 3 ย่อมมีอำนาจสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานทุกชนิดเท่าที่สามารถจะทำได้ เพื่อทราบข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ต่างๆ อันเกี่ยวกับความผิดที่กล่าวหาและเพื่อพิสูจน์ให้เห็นความผิดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 121, 130 และ 131 ซึ่งโดยลักษณะของความผิดที่กล่าวหา บัญชีเงินฝากของโจทก์ย่อมเป็นหลักฐานอันเกี่ยวกับการกระทำความผิดอย่างหนึ่งที่อาจพิสูจน์ให้เห็นความผิดตามที่กล่าวหาได้ จำเลยที่ 3 มีอำนาจยึดหรืออายัดเงินในบัญชีเงินฝากของโจทก์ไว้ตรวจสอบเพื่อประโยชน์ในการรวบรวมพยานหลักฐานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 85 วรรคสาม และ 132 อันเป็นการดำเนินการทางอาญาในความผิดฐานลักลอบหนีศุลกากรและฐานฟอกเงินตามอำนาจหน้าที่ของคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนผู้รับผิดชอบ สำหรับการดำเนินคดีส่วนแพ่งตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 ได้กำหนดอำนาจหน้าที่แก่คณะกรรมการธุรกรรม โดยจำเลยที่ 1 ในฐานะเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและเป็นประธานกรรมการธุรกรรมตามกฎหมายในขณะนั้นไว้เป็นขั้นตอนตั้งแต่มาตรการยับยั้งการทำธุรกรรมทางการเงินไปจนถึงการให้อำนาจตรวจสอบ สืบสวนสอบสวนและส่งเรื่องให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินที่ปรากฏหลักฐานเป็นที่เชื่อได้ว่าเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดตกเป็นของแผ่นดินได้ ดังนั้น เมื่อปรากฏว่าความผิดฐานลักลอบหนีศุลกากรโดยค้าน้ำมันเถื่อนตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากรเป็นความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 3 (7) อันเป็นความผิดฐานฟอกเงินด้วย จำเลยที่ 3 เป็นผู้บังคับการกองตำรวจน้ำ มีหน้าที่โดยตรงในการตรวจจับผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับการลักลอบค้าน้ำมันเถื่อน ย่อมมีอำนาจสืบสวนและรายงานข้อมูลของผู้ที่เกี่ยวข้องกับการลักลอบค้าน้ำมันเถื่อนไปยังสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินซึ่งมีจำเลยที่ 1 เป็นเลขาธิการและเป็นประธานกรรมการธุรกรรม เมื่อคณะกรรมการธุรกรรมเห็นว่ามีพยานหลักฐานเป็นที่เชื่อได้ว่าธุรกรรมใดของโจทก์เกี่ยวข้องหรืออาจเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดมูลฐานหรือความผิดฐานฟอกเงิน จำเลยที่ 1 โดยมติที่ประชุมของคณะกรรมการธุรกรรมย่อมมีอำนาจสั่งเป็นหนังสือยับยั้งการทำธุรกรรมทางการเงินของโจทก์ไว้เป็นการชั่วคราวได้ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 36 และเมื่อพิจารณาประกอบกับการที่จำเลยที่ 3 ทำการสืบสวน กล่าวโทษและรายงานข้อมูลการทำธุรกรรมกรณีของโจทก์มีพยานหลักฐานอ้างจากสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีและสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินแสดงลำดับการดำเนินการมาสนับสนุนได้ชัดเจนถึงเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำความผิดเกิดขึ้นจริงและโจทก์มีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด ทั้งทางไต่สวนของโจทก์ไม่ปรากฏพยานหลักฐานที่อาจชี้ได้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3 รู้ว่าข้อมูลที่ได้รับมาเป็นความเท็จหรือโจทก์มิได้กระทำความผิด หรือเป็นการแกล้งให้โจทก์ต้องรับโทษหรือรับโทษหนักขึ้นหรือเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์หรือโดยทุจริตดังที่โจทก์กล่าวอ้าง การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 จึงไม่มีมูลความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 157, 172, 173 และ 174 ที่โจทก์ฎีกาว่า การที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันสั่งอายัดเงินในบัญชีเงินฝากของโจทก์ไว้เป็นเวลานาน โดยไม่แจ้งข้อกล่าวหาแก่โจทก์ แต่ถอนการยึดและอายัดแก่ผู้อื่นโดยเร็วเป็นการเลือกปฏิบัติ และไม่ปรากฏพยานหลักฐานว่าเงินดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดฐานฟอกเงินหรือไม่ อย่างไร เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ ศาลฎีกาเห็นว่า ทางไต่สวนของโจทก์ปรากฏตามหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงว่า หลังจากมีการยึดทรัพย์สินและอายัดเงินในบัญชีเงินฝากของผู้เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดรวมทั้งโจทก์แล้ว คณะพนักงานสืบสวนสอบสวนผู้รับผิดชอบได้ประชุมร่วมกับทนายความฝ่ายโจทก์ในการพิจารณาคืนทรัพย์สินที่ยึดและอายัดไว้รวม 18 รายการ ในจำนวนนี้เป็นการถอนการยึดและอายัดทรัพย์สินของโจทก์กับสามีถึง 9 รายการ การยึดและอายัดกระทำในฐานะคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนผู้รับผิดชอบซึ่งมีจำนวนถึง 31 คน หากเป็นการเลือกปฏิบัติและกระทำเพื่อให้โจทก์ได้รับความเสียหายหรือโดยทุจริต ไม่น่าจะต้องสั่งถอนการยึดและอายัดทรัพย์สินของผู้เกี่ยวข้องรายอื่นกับทรัพย์สินและเงินในบัญชีเงินฝากของโจทก์กับสามีจำนวน 9 รายการ ดังนั้น การที่คงอายัดบัญชีเงินฝาก 5 บัญชี ตามฟ้องไว้เพียงรายการเดียว จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ สำหรับข้อที่โจทก์อ้างว่า มีการอายัดเงินในบัญชีเงินฝากของโจทก์ไว้เมื่อนับถึงวันฟ้องเป็นระยะเวลานานเกือบ 10 เดือน โดยไม่แจ้งข้อกล่าวหา เมื่อโจทก์ขอให้เพิกถอนคำสั่งอายัด จำเลยที่ 3 ก็เพิกเฉย เห็นว่า ได้วินิจฉัยไว้ข้างต้นแล้วว่า เงินในบัญชีเงินฝากของโจทก์เป็นหลักฐานอันเกี่ยวกับการกระทำความผิดตามที่กล่าวหาโจทก์ จำเลยที่ 3 ในฐานะพนักงานสืบสวนสอบสวนผู้รับผิดชอบมีอำนาจอายัดไว้จนกว่าคดีจะถึงที่สุดได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 85 วรรคสาม เมื่อคดีอยู่ระหว่างการสืบสวนสอบสวนยังไม่ถึงที่สุด การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่เป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์เช่นกัน ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 3 ไม่มีพยานหลักฐานยืนยันว่าเงินที่อายัดเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดฐานฟอกเงินหรือไม่ อย่างไร ก็ปรากฏตามสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีเอกสารว่า นอกจากจำเลยที่ 3 กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนว่าโจทก์ร่วมกับพวกลักลอบค้าน้ำมันเถื่อนแล้วยังได้มอบเอกสารหลักฐานข้อมูลเกี่ยวกับพฤติการณ์ในการกระทำความผิดของโจทก์กับพวกแก่พนักงานสอบสวนด้วย ที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 3 มีพฤติการณ์เรียกรับผลประโยชน์ในรูปของเงินเบี้ยเลี้ยงจ่ายแก่เจ้าพนักงานตำรวจ ก็ปรากฏจากคำให้สัมภาษณ์ของจำเลยที่ 3 เพียงว่า สมาคมการประมงแห่งประเทศไทยสนับสนุนเงินค่าใช้จ่ายในการป้องกันและปราบปรามการค้าน้ำมันเถื่อนแก่เจ้าพนักงานตำรวจศูนย์ป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิง โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์เกี่ยวข้องกับการจ่ายเงินดังกล่าวอย่างไร ในทางตรงกันข้ามโจทก์กลับยอมรับว่า ก่อนเกิดเหตุคดีนี้โจทก์เคยให้เงินแก่จำเลยที่ 3 เพื่อเป็นค่าเลี้ยงรับรองในโอกาสที่จำเลยที่ 3 ย้ายมารับตำแหน่งใหม่อันเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของผู้ค้าน้ำมันจนนำไปสู่การที่จำเลยที่ 3 ได้แจ้งความดำเนินคดีแก่โจทก์ฐานให้สินบนแก่เจ้าพนักงาน พฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 ในการสั่งยับยั้งการทำธุรกรรมทางการเงินของโจทก์ และพฤติการณ์ของจำเลยที่ 3 ในการสืบสวนสอบสวน กล่าวโทษ รายงานผลการสืบสวนและสั่งอายัดเงินในบัญชีเงินฝากของโจทก์ตามฟ้องจึงไม่มีมูลความผิด ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามาศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13536/2553 นางสาวพรเพ็ญ เดชวิไลศรี โจทก์ พันตำรวจเอกพีรพันธุ์ เปรมภูติ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางสาวพรเพ็ญ เดชวิไลศรี · จำเลย - พันตำรวจเอกพีรพันธุ์ เปรมภูติ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ประพันธ์ ทรัพย์แสง · สุรศักดิ์ สุวรรณประกร · ชำนาญ รวิวรรณพงษ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดสมุทรปราการ - นายอนันต์ ลิขิตธนสมบัติ · ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายวิชัย ตัญศิริ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.6827/2548

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1342/2546ฎีกา 5182/2559ฎีกา 5603/2542ฎีกา 2014-2015/2539ฎีกา 5973/2537ฎีกา 8080/2538ฎีกา 313/2526ฎีกา 605/2511ฎีกา 618/2568ฎีกา 730/2486ฎีกา 4225/2559ฎีกา 754/2486ฎีกา 7281/2537ฎีกา 2252/2560ฎีกา 1680/2532ฎีกา 4048/2528ฎีกา 11720/2555ฎีกา 1047/2514ฎีกา 284/2507ฎีกา 1499/2531ฎีกา 389/2542ฎีกา 5138/2537ฎีกา 2794/2516ฎีกา 2747/2529
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา