⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 5698/2553

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5698/2553

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
คำสั่งระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ที่อนุญาตให้บุคคลเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ตามกฎหมายเฉพาะ ห้ามมิให้ฎีกาในระหว่างพิจารณา เว้นแต่จะเป็นคำสั่งที่กฎหมายกำหนดให้ฎีกาได้

ย่อคำพิพากษา

คำสั่งศาลอุทธรณ์ที่อนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ตาม พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 นั้น เป็นคำสั่งก่อนที่ศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดี และมิใช่คำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่ระบุไว้ในมาตรา 227 และ 228 แห่ง ป.วิ.พ. จึงเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ซึ่งต้องห้ามมิให้ฎีกาคำสั่งนั้นในระหว่างพิจารณาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 226 (1) ประกอบด้วยมาตรา 247 จำเลยที่ 1 จึงยังไม่มีสิทธิฎีกา คงมีสิทธิเพียงโต้แย้งคำสั่งนั้นไว้เพื่อใช้สิทธิฎีกาต่อไปเมื่อศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นแห่งคดีนั้นแล้วเท่านั้น

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.226 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.247

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสืบเนื่องมาจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ผู้ร้องยื่นคำร้องว่าผู้ร้องเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2547 ผู้ร้องได้รับโอนสินทรัพย์ หนี้สิน และภาระผูกพันทั้งหมด รวมทั้งสิทธิเรียกร้องที่มีต่อจำเลยทั้งสองในคดีนี้จากโจทก์ ผู้ร้องจึงขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้แทนโจทก์ การโอนสิทธิเรียกร้องในการโอนกิจการนี้ไม่ต้องบอกกล่าวการโอนไปยังลูกหนี้ตามมาตรา 306 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แต่ไม่กระทบกระเทือนสิทธิของลูกหนี้ที่จะยกข้อต่อสู้ตามมาตรา 308 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายและพาณิชย์ตามมาตรา 38 ตรี และมาตรา 38 สัตต แห่งพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2541 ขอให้อนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้แทนโจทก์ในคดีนี้ ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งว่า อนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิแทนโจทก์ได้ตามขอ จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า คำสั่งศาลอุทธรณ์ที่อนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์นั้น เป็นคำสั่งก่อนที่ศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดี และมิใช่คำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่ระบุไว้ในมาตรา 227 และ 228 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง จึงเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ซึ่งต้องห้ามมิให้ฎีกาคำสั่งนั้นในระหว่างพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 (1) ประกอบด้วยมาตรา 247 จำเลยที่ 1 ยังไม่มีสิทธิฎีกาแม้จำเลยที่ 1 จะเห็นว่าคำสั่งดังกล่าวไม่ชอบหรือไม่ถูกต้อง ก็มีสิทธิเพียงโต้แย้งคำสั่งนั้นไว้เพื่อใช้สิทธิฎีกาต่อไปเมื่อศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นแห่งคดีนั้นแล้วเท่านั้น ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 1 มาเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้" พิพากษายกฎีกาของจำเลยที่ 1 คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดให้แก่จำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากนี้ให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5698/2553 ธนาคารดีบีเอส ไทยทนุ จำกัด (มหาชน) โดยธนาคารทหาร ไทยจำกัด (มหาชน) ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน โจทก์ บริษัทเอส.พี.ไฮเวย์บิลดิ้ง จำกัด กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ธนาคารดีบีเอส ไทยทนุ จำกัด (มหาชน) โดยธนาคารทหารไทยจำกัด (มหาชน) ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน · จำเลย - บริษัทเอส.พี.ไฮเวย์บิลดิ้ง จำกัด กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)พินิจ สุเสารัจ · สมศักดิ์ ตันติภิรมย์ · วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 609/2526ฎีกา 2076/2542ฎีกา 1339/2499ฎีกา 1022/2551ฎีกา 5272/2544ฎีกา 8735/2542ฎีกา 793/2507ฎีกา 4041/2542ฎีกา 1360/2544ฎีกา 8108/2542ฎีกา 5150/2552ฎีกา 1196/2513ฎีกา 1733/2498ฎีกา 581/2502ฎีกา 1002/2509ฎีกา 2170/2517ฎีกา 1959/2529ฎีกา 3803/2538ฎีกา 189/2540ฎีกา 352/2498ฎีกา 801/2515ฎีกา 4185/2547ฎีกา 1746/2511ฎีกา 3827/2542
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ