คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6017/2553
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
คำสั่งระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ที่อนุญาตให้บุคคลอื่นเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์นั้น ต้องห้ามมิให้ฎีกาในระหว่างพิจารณา เว้นแต่จะเป็นคำสั่งที่กฎหมายกำหนดให้ฎีกาได้
ย่อคำพิพากษา
คำสั่งศาลอุทธรณ์ที่อนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์นั้น เป็นคำสั่งก่อนที่ศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดีและมิใช่คำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่ระบุไว้ในมาตรา 227 และ 228 แห่ง ป.วิ.พ. จึงเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ซึ่งต้องห้ามมิให้ฎีกาคำสั่งนั้นในระหว่างพิจารณาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 226 (1) ประกอบด้วยมาตรา 247 จำเลยทั้งสองยังไม่มีสิทธิฎีกา แม้จำเลยทั้งสองจะเห็นว่าคำสั่งดังกล่าวไม่ชอบหรือไม่ถูกต้องก็มีสิทธิเพียงโต้แย้งคำสั่งนั้นไว้เพื่อใช้สิทธิฎีกาต่อไปเมื่อศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดีนั้นแล้ว
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
คดีสืบเนื่องมาจากผู้ร้องขัดทรัพย์อุทธรณ์ คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องมีฐานะเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ในการรับซื้อรับโอนหนี้ด้อยคุณภาพของสถาบันการเงิน โจทก์ได้โอนสิทธิเรียกร้องของจำเลยทั้งสองในคดีนี้แก่บริษัทบริหารสินทรัพย์ เอแคป จำกัด ต่อมาบริษัทบริหารสินทรัพย์ เอแคป จำกัด ได้ตกลงโอนสิทธิเรียกร้องของจำเลยทั้งสองให้ผู้ร้อง และผู้ร้องได้บอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้องให้แก่จำเลยทั้งสองทราบแล้ว หนี้ตามคำพิพากษาตลอดจนสิทธิเรียกร้องต่าง ๆ ของโจทก์ที่มีต่อจำเลยทั้งสองจึงโอนมายังผู้ร้องแล้ว ขอให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์
ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์เดิมได้ตามคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
จำเลยทั้งสองฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คำสั่งศาลอุทธรณ์ที่อนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์นั้น เป็นคำสั่งก่อนที่ศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดี และมิใช่คำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่ระบุไว้ในมาตรา 227 และ 228 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง จึงเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ซึ่งต้องห้ามมิให้ฎีกาคำสั่งนั้นในระหว่างพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 (1) ประกอบด้วยมาตรา 247 จำเลยทั้งสองยังไม่มีสิทธิฎีกา แม้จำเลยทั้งสองจะเห็นว่าคำสั่งดังกล่าวไม่ชอบหรือไม่ถูกต้อง ก็มีสิทธิเพียงโต้แย้งคำสั่งนั้นไว้เพื่อใช้สิทธิฎีกาต่อไปเมื่อศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดีนั้นแล้ว ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยทั้งสองขึ้นมาเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้"
พิพากษายกฎีกาของจำเลยทั้งสอง คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดให้แก่จำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมนอกจากนี้ให้เป็นพับ
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6017/2553
ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) โจทก์
บริษัทบริหารสินทรัพย์สตาร์ จำกัด ผู้ร้อง
นายสมชัยหรือประสารชัย ตรึงจิตวิลาส ผู้ร้องขัดทรัพย์
นายพรชัย ตรึงจิตวิลาส กับพวก จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) · ผู้ร้อง - บริษัทบริหารสินทรัพย์สตาร์ จำกัด · ผู้ร้องขัดทรัพย์ - นายสมชัยหรือประสารชัย ตรึงจิตวิลาส · จำเลย - นายพรชัย ตรึงจิตวิลาส กับพวก |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | สมยศ เข็มทอง · สิริรัตน์ จันทรา · ธนฤกษ์ นิติเศรณี |
| แหล่งที่มา | สำนักวิชาการ |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ