⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 7123/2553

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7123/2553

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยแก้วรรคของความผิดในบทมาตราเดียวกันซึ่งมีระวางโทษต่างกันไม่มากนัก และเป็นการแก้ไขปรับบทให้ถูกต้องตามฟ้องโจทก์ แม้ศาลอุทธรณ์จะแก้โทษด้วยก็เป็นการพิพากษาแก้ไขเล็กน้อยและให้ลงโทษจำคุกไม่เกินห้าปี จึงห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง แต่ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจที่จะลงโทษจำเลยให้เหมาะสมตามความผิดได้.

ย่อคำพิพากษา

คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดฐานพรากเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีเพื่อการอนาจารตาม ป.อ. มาตรา 317 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 และฐานร่วมกันกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิงและเด็กหญิงนั้นไม่ยินยอมตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 ไม่มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 317 วรรคสามและมาตรา 277 วรรคสาม แต่มีความผิดฐานพรากเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีโดยปราศจากเหุตอันสมควรตาม ป.อ. มาตรา 317 วรรคแรก จึงเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 แก้วรรคของความผิดในบทมาตราเดียวกันซึ่งมีระวางโทษต่างกันไม่มากนัก และเป็นการแก้ไขปรับบทให้ถูกต้องตามฟ้องโจทก์ แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 6 จะแก้โทษด้วยก็เป็นการพิพากษาแก้ไขเล็กน้อยและให้ลงโทษจำคุกไม่เกินห้าปี จึงห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ.มาตรา 218 วรรคหนึ่ง แต่เมื่อคดีขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจที่จะลงโทษจำเลยที่ 2 ให้เหมาะสมตามความผิดได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และ 225 ความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงและเด็กหญิงไม่ยินยอมตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคสาม ที่ใช้บังคับขณะจำเลยที่ 1 กระทำความผิด จะต้องมีผู้ร่วมกระทำชำเราเด็กหญิงอย่างน้อยสองคน โดยผลัดเปลี่ยนกันกระทำชำเราเด็กหญิงและโดยมีเจตนาร่วมกันในขณะกระทำความผิด ซึ่งข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 พาผู้เสียหายที่ 2 ไปบ้านที่เกิดเหตุและกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 ต่อมาจำเลยที่ 2 พา ต. มาและจำเลยที่ 2 พาจำเลยที่ 1 ออกไปจากบ้านที่เกิดเหตุ หลังจากนั้น ต. กระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 และในเวลาใกล้เคียงต่อเนื่องกันยังมี ร. กระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 อีก พยานหลักฐานโจทก์ไม่ปรากฏว่า จำเลยที่ 1 ได้ร่วมคบคิดหรือนัดแนะกับคนอื่นในการกระทำความผิดอย่างไร ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 กระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 แล้วออกไปจากที่เกิดเหตุ จึงเป็นการกระทำโดยลำพังเฉพาะตัว ไม่มีลักษณะเป็นการร่วมกันกระทำความผิดด้วยกันอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.185 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.193 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.215 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.216 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.218 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.225 ประมวลกฎหมายอาญา ม.83 ประมวลกฎหมายอาญา ม.277 ประมวลกฎหมายอาญา ม.317

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 277 วรรคแรกและวรรคสาม, 317 วรรคแรกและวรรคสาม จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยทั้งสองขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม, 277 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 1 มีอายุกว่าสิบเจ็ดปีแต่ยังไม่เกินยี่สิบปี เห็นสมควรลดมาตราส่วนโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ประกอบมาตรา 53 ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานพรากเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีเพื่อการอนาจาร จำคุก 8 ปี และฐานร่วมกันกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงและเด็กหญิงนั้นไม่ยินยอมจำคุก 33 ปี 4 เดือน ส่วนจำเลยที่ 2 ให้ลงโทษฐานร่วมกันพรากเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีเพื่อการอนาจาร จำคุก 12 ปี และฐานร่วมกันกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิงและเด็กหญิงนั้นไม่ยินยอม จำคุกตลอดชีวิต แต่พฤติการณ์การกระทำความผิดของจำเลยทั้งสอง รวมทั้งให้การรับสารภาพกรณีมีเหตุบรรเทาโทษ เห็นสมควรลดโทษให้จำเลยทั้งสองกระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงเหลือโทษจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 ปี และ 16 ปี 8 เดือน ตามลำดับ รวมจำคุก 20 ปี 8 เดือน และคงเหลือโทษจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 ปี และ 25 ปี ตามลำดับ รวมจำคุก 31 ปี จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 ไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสามและมาตรา 277 วรรคสาม แต่มีความผิดฐานพรากเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีโดยปราศจากเหตุอันสมควรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคแรก จำคุก 6 ปี ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก 3 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่าขณะเกิดเหตุผู้เสียหายเบิกความว่าจำเลยที่ 1 เป็นคนกระทำชำเราคนแรก นายเตี้ยเป็นคนกระทำชำเราคนที่สองและนายราชเป็นคนกระทำชำเราคนที่สาม โดยแต่ละคนไม่ได้ร่วมกันข่มขู่หรือใช้กำลังเป็นการกระทำชำเราคนละครั้ง การกระทำของจำเลยที่ 2 มีลักษณะของการเป็นตัวการร่วมกระทำชำเราผู้อื่นเท่านั้น ไม่ใช่เป็นการร่วมกระทำความผิดด้วยกันอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงซึ่งมีโทษหนักนั้น เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาว่าจำเลยที่ 2 ไม่มีความผิดฐานเป็นตัวการกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิงและเด็กหญิงนั้นไม่ยินยอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม ฎีกาในข้อนี้ของจำเลยที่ 2 จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และมาตรา 216 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนจำเลยที่ 2 ฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาในทำนองขอให้รอการลงโทษจำคุกนั้นเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการกำหนดโทษ ซึ่งเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง แต่คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยที่ 2 มีความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีเพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 ลงโทษจำคุก 6 ปี และฐานร่วมกันกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิงและเด็กหญิงนั้นไม่ยินยอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 จำคุก 25 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่าจำเลยที่ 2 ไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสามและมาตรา 277 วรรคสาม แต่ความผิดฐานพากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยปราศจากเหตุอันสมควรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคแรก จำคุก 3 ปี จึงเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 แก้วรรคของความผิดในบทมาตราเดียวกัน ซึ่งมีระวางโทษต่างกันไม่มากนักและเป็นการแก้ไขปรับบทให้ถูกต้องตามฟ้องโจทก์ ดังนั้นแม้ศาลอุทธรณ์ภาค 6 จะแก้โทษด้วยก็เป็นการพิพากษาแก้ไขเล็กน้อย และให้ลงโทษจำคุกไม่เกินห้าปี จึงห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้ไว้โดยมิชอบ แต่เมื่อคดีขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจที่จะลงโทษจำเลยที่ 2 ให้เหมาะสมตามความผิดได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215, 225 อนึ่ง แม้หลังจากที่จำเลยที่ 1 กระทำความผิด ได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 19) พ.ศ. 2550 มาตรา 3 ยกเลิกความในมาตรา 277 และให้ใช้ข้อความใหม่แทน แต่กฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 จึงต้องใช้กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลยที่ 1 ไม่เป็นกรณีที่จะต้องแก้ไขคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองในส่วนนี้ แต่ความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิงและเด็กหญิงไม่ยินยอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม ที่ใช้บังคับขณะจำเลยที่ 1 กระทำความผิด จะต้องมีผู้ร่วมกระทำชำเราเด็กหญิงอย่างน้อยสองคน โดยผลัดเปลี่ยนกันกระทำชำเราเด็กหญิงและโดยมีเจตนาร่วมกันในขณะกระทำความผิด ซึ่งข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามทางนำสืบโจทก์จากคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 2 และคำให้การในชั้นสอบสวนของผู้เสียหายที่ 2 ตามบันทึกคำให้การเอกสารหมาย จ.5 และศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงโดยคู่ความไม่อุทธรณ์ฎีกาโต้เถียงเป็นอย่างอื่นว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 พาผู้เสียหายที่ 2 ไปบ้านที่เกิดเหตุ ในระหว่างนั้นจำเลยที่ 1 กระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 จนสำเร็จความใคร่ 1 ครั้ง ต่อมาจำเลยที่ 2 พานายเตี้ยมาบ้านที่เกิดเหตุและจำเลยที่ 2 พาจำเลยที่ 1 ออกไปจากบ้านเกิดเหตุ หลังจากนั้นนายเตี้ยกระทำเราผู้เสียหายที่ 2 จนสำเร็จความใคร่ 1 ครั้ง และในเวลาใกล้เคียงต่อเนื่องกันนั้นยังมีนายราช ไม่ทราบนามสกุล กระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 จนสำเร็จความใคร่อีก 1 ครั้ง นอกจากนี้ พยานหลักฐานโจทก์ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้ร่วมคบคิดหรือนัดแนะกับคนอื่นในการกระทำความผิดอย่างไร ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 กระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 แล้วออกไปจากที่เกิดเหตุ จึงเป็นการกระทำโดยลำพังเฉพาะตัว ไม่มีลักษณะเป็นการร่วมกันกระทำความผิดด้วยกันอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 นอกจากนี้ที่ศาลล่างทั้งสองลดมาตราส่วนโทษแก่จำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ลงหนึ่งในสามแต่วางโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานร่วมกันพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีเพื่อการอนาจาร จำคุกถึง 8 ปี ก่อนลดโทษให้นั้น เห็นสมควรแก้ไขเสียใหม่ให้เหมาะสมแก่รูปคดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215, 225" พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรกและมาตรา 317 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 เมื่อลดมาตราส่วนโทษแก่จำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ลงหนึ่งในสามแล้ว ให้วางโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานร่วมกันพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีเพื่อการอนาจาร จำคุก 4 ปี และฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน จำคุก 10 ปี รวม 2 กระทง จำคุก 14 ปี ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่งคงลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 7 ปี ส่วนจำเลยที่ 2 ให้วางโทษจำคุก 3 ปี ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่ง คงลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7123/2553 พนักงานอัยการจังหวัดหล่มสัก โจทก์ นายมานะน้อยหรือมุ่ย ประดิษฐ์ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดหล่มสัก · จำเลย - นายมานะน้อยหรือมุ่ย ประดิษฐ์ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)อาวุธ ปั้นปรีชา · ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์ · สมชาย พันธุมะโอภาส
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 6205/2541ฎีกา 99/2541ฎีกา 3345/2535ฎีกา 2530/2527ฎีกา 7651/2552ฎีกา 1588/2479ฎีกา 4180/2548ฎีกา 2147/2521ฎีกา 861/2521ฎีกา 712/2559ฎีกา 7988/2551ฎีกา 4276/2534ฎีกา 1715/2545ฎีกา 1638/2492ฎีกา 6355/2544ฎีกา 664/2520ฎีกา 1795/2493ฎีกา 4225/2559ฎีกา 2813/2566ฎีกา 11720/2555ฎีกา 2936/2543ฎีกา 11/2539ฎีกา 5806/2534ฎีกา 6344/2551
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ