⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 791/2553

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 791/2553

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อผู้ค้ำประกันได้ชำระหนี้แก่เจ้าหนี้แล้ว ผู้ค้ำประกันย่อมรับช่วงสิทธิของเจ้าหนี้ที่จะไล่เบี้ยเอาแก่ลูกหนี้ชั้นต้นได้เต็มจำนวน แต่การใช้สิทธิไล่เบี้ยระหว่างลูกหนี้ร่วมกันนั้น ต้องไม่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่เจ้าหนี้ชั้นต้นตามมาตรา 230 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

ย่อคำพิพากษา

จำเลยที่ 1 เป็นหนี้บรรษัท ง. โดยมีโจทก์ จำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกัน และจำเลยที่ 1 กับที่ 3 ได้จำนองที่ดินในวงเงิน 4,000,000 บาท เพื่อประกันหนี้ โดยมีข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองว่า ถ้าหากบังคับจำนองแล้วได้เงินไม่พอชำระหนี้ จำเลยที่ 1 และที่ 3 ยอมรับผิดชำระหนี้ส่วนที่ขาดจนครบถ้วน เช่นนี้ความรับผิดของโจทก์จำเลยที่ 2 และที่ 3 ที่มีต่อบรรษัท ง. นั้นอยู่ในฐานะลูกหนี้ร่วมที่จะต้องชำระหนี้ตามฐานะของตน และวงเงินที่มีการกำหนดความรับผิดไว้ โดยจำเลยที่ 3 ต้องรับผิดในฐานะผู้จำนองซึ่งกำหนดวงเงินจำกัดความรับผิดไว้ การที่โจทก์ได้ชำระหนี้ตามภาระค้ำประกันให้แก่บรรษัท ง. ไปนั้น โจทก์ย่อมรับช่วงสิทธิของบรรษัท ง. ที่จะมาไล่เบี้ยเอาแก่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ชั้นต้นโดยเต็มจำนวน แต่ในส่วนความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์ จำเลยที่ 2 และที่ 3 นั้น เมื่อปรากฏว่าจำเลยที่ 3 จำนองที่ดินประกันหนี้ในวงเงิน 4,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย และบรรษัท ง. ได้ฟ้องบังคับจำนองจนกระทั่งศาลมีคำพิพากษาให้บังคับจำนองแล้ว และหนี้ที่จำเลยที่ 1 มีต่อบรรษัท ง. นั้น มีจำนวนมากกว่าวงเงินที่จำนองอยู่ เช่นนี้ เมื่อจำเลยที่ 3 ได้จำกัดความรับผิดของตนต่อบรรษัท ง. ไว้ และมีภาระต้องรับผิดต่อบรรษัท ง. ตามวงเงินที่จำนอง แต่โจทก์มิได้แสดงให้เห็นว่าการชำระหนี้เงินของโจทก์ทำให้จำเลยที่ 3 หลุดพ้นความรับผิดต่อบรรษัท ง. หรือรับผิดน้อยกว่าวงเงินที่แต่ละคนเข้าผูกพันแล้ว โจทก์จะใช้สิทธิไล่เบี้ยในความรับผิดระหว่างลูกหนี้ร่วมกันอันจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อบรรษัท ง. ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ชั้นต้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 230 วรรคสอง หาได้ไม่ โจทก์จะใช้สิทธิไล่เบี้ยเอาแก่จำเลยที่ 3 ได้หรือไม่ยังไม่อาจกำหนดได้แน่นอน โจทก์จึงยังไม่อาจนำหนี้ในส่วนนี้มาฟ้องจำเลยที่ 3 เป็นคดีล้มละลายได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.230 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.693 พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ม.9

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งห้าเด็ดขาด และพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ไม่ยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา จำเลยที่ 3 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งห้าเด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 14 และให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยหักจากกองทรัพย์สินของจำเลยทั้งห้า เฉพาะค่าทนายความให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดตามที่เห็นสมควร จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลายพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ปรากฏว่าจำเลยที่ 4 ได้ถึงแก่กรรมไปก่อนโจทก์ยื่นฟ้องคดีล้มละลาย ศาลล้มละลายกลางจึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเฉพาะส่วนของจำเลยที่ 4 ออกจากสารบบความ ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า โจทก์มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 3 ชำระหนี้หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า ในส่วนที่จำเลยที่ 1 เป็นหนี้บรรษัทเงินทุนฯ นั้น มีโจทก์ จำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกัน และจำเลยที่ 1 กับที่ 3 ได้จำนองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ในวงเงิน 4,000,000 บาท เพื่อประกันหนี้ โดยมีข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองว่า ถ้าหากบังคับจำนองแล้วได้เงินไม่พอชำระหนี้ จำเลยที่ 1 และที่ 3 ยอมรับผิดชำระหนี้ส่วนที่ขาดจนครบถ้วน ความรับผิดของโจทก์ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ที่มีต่อบรรษัทเงินทุนฯ จึงอยู่ในฐานะลูกหนี้ร่วมที่จะต้องชำระหนี้ตามฐานะของตนและวงเงินที่มีการกำหนดความรับผิดไว้ โดยจำเลยที่ 3 ต้องรับผิดในฐานะผู้จำนองซึ่งกำหนดวงเงินจำกัดความรับผิดไว้ การที่โจทก์ได้ชำระหนี้ตามภาระค้ำประกันให้แก่บรรษัทเงินทุนฯ ไปนั้น โจทก์ย่อมรับช่วงสิทธิของบรรษัทเงินทุนฯ ที่จะมาไล่เบี้ยเอาแก่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ชั้นต้นได้เต็มจำนวน แต่ในส่วนความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์ จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 นั้น เมื่อปรากฏว่าจำเลยที่ 3 จำนองที่ดินประกันหนี้ในวงเงิน 4,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยและบรรษัทเงินทุนฯ ได้ฟ้องบังคับจำนองจนกระทั่งศาลมีคำพิพากษาให้บังคับจำนองแล้ว และหนี้ที่จำเลยที่ 1 มีต่อบรรษัทเงินทุนฯ นั้น มีจำนวนมากกว่าวงเงินที่จำนองอยู่ เช่นนี้ เมื่อจำเลยที่ 3 ได้จำกัดความรับผิดของตนต่อบรรษัทเงินทุนฯ ไว้ และมีภาระต้องรับผิดต่อบรรษัทเงินทุนฯ ตามวงเงินที่จำนอง แต่โจทก์มิได้แสดงให้เห็นว่าการชำระหนี้เงินของโจทก์ทำให้จำเลยที่ 3 หลุดพ้นความรับผิดต่อบรรษัทเงินทุนฯ หรือรับผิดน้อยกว่าวงเงินที่แต่ละคนเข้าผูกพันแล้ว โจทก์จะใช้สิทธิไล่เบี้ยในความรับผิดระหว่างลูกหนี้ร่วมกันอันจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อบรรษัทเงินทุนฯ ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 230 วรรคสอง หาได้ไม่ โจทก์จะใช้สิทธิไล่เบี้ยเอาแก่จำเลยที่ 3 ได้หรือไม่ ยังไม่อาจกำหนดได้แน่นอน โจทก์จึงยังไม่อาจนำหนี้ในส่วนนี้มาฟ้องจำเลยที่ 3 เป็นคดีล้มละลายได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 791/2553 บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม โจทก์ นายชัยณรงค์ วงศ์คลัง กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม · จำเลย - นายชัยณรงค์ วงศ์คลัง กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สมศักดิ์ จันทรา · รัตน กองแก้ว · สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลชั้นต้น - นายสิงหะ สัตยธรรม · ศาลอุทธรณ์ - นายกมล ธีรเวชพลกุล
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำล.220/2550

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 5361/2553ฎีกา 5399/2550ฎีกา 3581/2538ฎีกา 5969/2559ฎีกา 2653/2541ฎีกา 6605/2539ฎีกา 1620/2557ฎีกา 4339/2534ฎีกา 1058/2535ฎีกา 4838/2540ฎีกา 1646/2519ฎีกา 1952/2537ฎีกา 4046/2541ฎีกา 5013/2547ฎีกา 3895/2534ฎีกา 3778/2542ฎีกา 1519/2538ฎีกา 3733/2531ฎีกา 2384/2548ฎีกา 7248/2540ฎีกา 495/2504ฎีกา 4362/2540ฎีกา 1063/2533ฎีกา 1532/2537
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา