⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 8737/2553

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8737/2553

ทำร้ายร่างกายสาหัส

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำความผิดฐานเข้าร่วมในการชุลมุนต่อสู้ จะต้องเป็นการต่อสู้ระหว่างบุคคลตั้งแต่สามคนขึ้นไป ท่ามกลางความชุลมุนหรือสับสนวุ่นวาย โดยไม่ทราบว่าผู้ใดหรือฝ่ายใดเป็นผู้ทำร้าย.

ย่อคำพิพากษา

ความผิดฐานเข้าร่วมในการชุลมุนต่อสู้ระหว่างบุคคลตั้งแต่สามคนขึ้นไป และบุคคลหนึ่งบุคคลใดไม่ว่าจะเป็นผู้ที่เข้าร่วมในการนั้นหรือไม่รับอันตรายสาหัส โดยการกระทำในการชุลมุนต่อสู้นั้น เป็นกรณีที่กฎหมายมุ่งประสงค์จะลงโทษผู้ที่เข้าร่วมในการต่อสู้ระหว่างบุคคลตั้งแต่สามคนขึ้นไป ท่ามกลางความชุลมุนหรือสับสนวุ่นวาย โดยไม่ทราบว่าผู้ใดหรือฝ่ายใดเป็นผู้ทำร้าย คดีนี้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ฝ่ายหนึ่ง กับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 อีกฝ่ายหนึ่งสมัครใจวิวาทต่อสู้กัน ไม่ว่าจะเกิดการชุลมุนหรือไม่ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ย่อมมีความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายจำเลยที่ 1 เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กาย ส่วนจำเลยที่ 1 มีความผิดฐานทำร้ายร่างกายจำเลยที่ 2 เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส ที่ศาลล่างทั้งสองฟังว่าจำเลยทั้งห้ามีความผิดฐานเข้าร่วมในการชุลมุนต่อสู้นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.295 ประมวลกฎหมายอาญา ม.297 ประมวลกฎหมายอาญา ม.299

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58, 83, 91, 92, 295, 297, 299, 391 เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ตามกฎหมาย และบวกโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3210/2545 ของศาลชั้นต้นเข้ากับโทษของจำเลยที่ 3 จำเลยทั้งห้าให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (ที่ถูก มาตรา 297 (8)), 299 วรรคแรก จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 299 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 จำเลยที่ 3 และที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 ประกอบมาตรา 83 อีกกระทงหนึ่ง การกระทำของจำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กาย ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 3 เดือน จำเลยที่ 3 และที่ 4 ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจจำคุกคนละ 1 เดือน รวม 2 กระทง จำคุกจำเลยที่ 3 และที่ 4 คนละ 4 เดือน จำเลยที่ 1 กระทำความผิดอีกภายในเวลาห้าปีนับแต่วันพ้นโทษ ให้เพิ่มโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 รวมเป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 8 เดือน ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 และที่ 5 เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน จึงให้เปลี่ยนโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ที่ 5 เป็นโทษกักขังมีกำหนดคนละ 3 เดือน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 บวกโทษจำคุก 6 เดือน ที่ศาลรอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3210/2545 ของศาลชั้นต้นเข้ากับโทษของจำเลยที่ 3 รวมจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 10 เดือน จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ขณะจำเลยที่ 3 และที่ 4 รอจำเลยที่ 2 และที่ 5 ที่ศาลาหน้าสถานีอนามัยตำบลหนองม่วงไข่ จำเลยที่ 1 กับพวกนั่งรถจักรยานยนต์ผ่านมา จำเลยที่ 3 และที่ 4 กวักมือเรียกจำเลยที่ 1 โดยมีเจตนาหาเรื่องทะเลาะวิวาทกับจำเลยที่ 1 เนื่องจากมีสาเหตุกันมาก่อน เมื่อจำเลยที่ 1 จอดรถ จำเลยที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันชกต่อยจำเลยที่ 1 มีผู้มาห้ามปรามให้ทั้งสองฝ่ายแยกย้ายกันไป ต่อมาจำเลยที่ 1 ฝ่ายหนึ่ง และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 อีกฝ่ายหนึ่งได้สมัครใจวิวาทเข้าต่อสู้ทำร้ายกัน โดยจำเลยที่ 1 มีมีดพร้าเป็นอาวุธ ส่วนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 มีท่อนไม้เป็นอาวุธคนละท่อน เป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ได้รับอันตรายแก่กาย และจำเลยที่ 2 ได้รับอันตรายสาหัส การกระทำของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 299 วรรคแรก และเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานเข้าร่วมในการชุลมุนต่อสู้ระหว่างบุคคลตั้งแต่สามคนขึ้นไป และบุคคลหนึ่งบุคคลใดไม่ว่าจะเป็นผู้ที่เข้าร่วมในการนั้นหรือไม่รับอันตรายสาหัส โดยการกระทำในการชุลมุนต่อสู้นั้น เป็นกรณีที่กฎหมายมุ่งประสงค์จะลงโทษผู้ที่เข้าร่วมในการต่อสู้ระหว่างบุคคลตั้งแต่สามคนขึ้นไป ท่ามกลางความชุลมุนหรือสับสนวุ่นวาย โดยไม่ทราบว่าผู้ใดหรือฝ่ายใดเป็นผู้ทำร้าย คดีนี้ข้อเท็จจริงฟังได้ชัดว่าจำเลยที่ 1 ฝ่ายหนึ่งกับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 อีกฝ่ายหนึ่งสมัครใจวิวาทต่อสู้กัน ไม่ว่าจะเกิดการชุลมุนหรือไม่ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ย่อมมีความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายจำเลยที่ 1 เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายและเมื่อเป็นการสมัครใจวิวาท การกระทำของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 จึงมิใช่เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ส่วนจำเลยที่ 1 มีความผิดฐานทำร้ายร่างกายจำเลยที่ 2 เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส ที่ศาลล่างทั้งสองฟังว่าจำเลยทั้งห้ามีความผิดฐานเข้าร่วมในการชุลมุนต่อสู้ นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ฟังขึ้นบางส่วน อนึ่ง แม้จำเลยที่ 1 จะมิได้ฎีกา แต่เมื่อการกระทำของจำเลยที่ 1 ไม่เป็นความผิดฐานเข้าร่วมในการชุลมุนต่อสู้ ศาลฎีกาย่อมพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 ในความผิดดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยทั้งห้าในความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 299 วรรคแรก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8737/2553 พนักงานอัยการจังหวัดแพร่ โจทก์ พลทหารสมบูรณ์ ไชยเพียร กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดแพร่ · จำเลย - พลทหารสมบูรณ์ ไชยเพียร กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา · ปดารณี ลัดพลี · กฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดแพร่ - นายพิสิฐ นรัตถรักษา · ศาลอุทธรณ์ภาค 5 - นางณณัฏฐ์ ธีราทรง
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.4740/2552

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 505/2480ฎีกา 523/2483ฎีกา 2669/2538ฎีกา 3172/2526ฎีกา 1867/2531ฎีกา 1140/2482ฎีกา 236/2513ฎีกา 680/2467ฎีกา 1336/2553ฎีกา 789/2480ฎีกา 7958/2555ฎีกา 333/2527ฎีกา 1268/2515ฎีกา 2716/2535ฎีกา 1148/2534ฎีกา 385/2483ฎีกา 444/2537ฎีกา 149/2472ฎีกา 801/2503ฎีกา 4150/2529ฎีกา 852/2464ฎีกา 321/2482ฎีกา 635/2485ฎีกา 5838/2541
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา