⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 10769/2554

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10769/2554

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ความผิดฐานประกอบกิจการโรงงานจำพวกที่ 3 โดยไม่ได้รับใบอนุญาตเป็นความผิดอาญาแผ่นดินที่ยอมความไม่ได้ พนักงานอัยการมีหนังสือให้ดำเนินคดีแก่จำเลย ถือเป็นคำกล่าวโทษให้ดำเนินคดีแล้ว พนักงานสอบสวนจึงมีอำนาจสอบสวนได้ และโจทก์มีอำนาจฟ้องคดีได้เมื่อมีการสอบสวนแล้ว

ย่อคำพิพากษา

ความผิดฐานประกอบกิจการโรงงานจำพวกที่ 3 โดยไม่ได้รับใบอนุญาตตาม พ.ร.บ.โรงงาน พ.ศ.2535 มาตรา 5, 7, 12, 50 เป็นความผิดอาญาแผ่นดินไม่ใช่ความผิดต่อส่วนตัวอันยอมความได้ คดีนี้พนักงานอัยการได้มีหนังสือถึงพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลยกับพวก ซึ่งหนังสือดังกล่าวถือได้ว่าเป็นคำกล่าวโทษเพื่อให้ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสองแล้ว ดังนั้น แม้จะไม่มีผู้เสียหายแจ้งความร้องทุกข์ พนักงานสอบสวนก็มีอำนาจสอบสวนคดีได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 18 วรรคหนึ่ง และตาม ป.วิ.อ. มาตรา 120 บัญญัติว่า ห้ามมิให้พนักงานอัยการยื่นฟ้องคดีใดต่อศาลโดยมิได้มีการสอบสวนในความผิดนั้นก่อน เมื่อปรากฏว่าคดีนี้ได้มีการสอบสวน โดยไม่ปรากฏว่าการสอบสวนไม่ชอบ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.18 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.120 พระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ.2535 ม.5 พระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ.2535 ม.7 พระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ.2535 ม.12 พระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ.2535 ม.50

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ.2535 มาตรา 5, 7, 12, 50 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และนับโทษจำเลยทั้งสองต่อจากโทษจำเลยทั้งสองในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 551/2549 ของศาลอาญา จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ.2535 มาตรา 12 วรรคหนึ่ง, 50 วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกคนละ 1 ปี และปรับคนละ 150,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้กักขังจำเลยทั้งสองได้ไม่เกิน 2 ปี ให้ยกคำขอที่ให้นับโทษต่อ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า มีปัญหาจะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองเฉพาะปัญหาข้อกฎหมายว่า การสอบสวนคดีนี้ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ในการวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวศาลฎีกาจะต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวน ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฟังข้อเท็จจริงว่า วันเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง พันตำรวจโทสืบศักดิ์และสิบตำรวจเอกวิโรจน์ เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้เข้าตรวจสอบบ่อทรายที่เกิดเหตุ ซึ่งอยู่ติดกับคลองบางบาล อำเภอบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา พบนายสุชาติและนายสมเกียรติ จำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 340/2547 หมายเลขแดงที่ 582/2549 กำลังร่วมกันดำเนินกิจการดูดทรายจากบ่อทรายที่เกิดเหตุ โดยนายสุชาติกำลังขับรถแทรกไลน์ (รถตักทราย) ตักทรายขึ้นรถบรรทุก ส่วนนายสมเกียรติกำลังขับรถแบ๊คโฮเกลี่ยทรายอยู่ในบ่อทราย นายสุชาติและนายสมเกียรติไม่สามารถนำใบอนุญาตประกอบกิจการดูดทรายมาแสดงได้ พันตำรวจโทสืบศักดิ์และสิบตำรวจเอกวิโรจน์กับพวกจึงจับกุมนายสุชาติและนายสมเกียรติ โดยแจ้งข้อหาว่าร่วมกันประกอบกิจการโรงงานจำพวกที่ 3 (ดูดทราย) โดยไม่ได้รับใบอนุญาต พร้อมยึดรถแทรกไลน์จำนวน 2 คัน รถแบ๊คโฮจำนวน 1 คัน เรือดูดทรายจำนวน 1 ลำ ตะแกรงกรองดินจำนวน 2 ตัว เป็นของกลางนำส่งพนักงานสอบสวน พันตำรวจโทชูชัย พนักงานสอบสวน แจ้งข้อหานายสุชาติกับนายสมเกียรติเช่นเดียวกับชั้นจับกุม ทั้งสองให้การปฏิเสธ จากการสอบสวนได้ความว่า บ่อทรายที่เกิดเหตุเป็นของจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นสามีภริยากัน นายสุชาติและนายสมเกียรติประกอบกิจการดูดทรายในบ่อทรายที่เกิดเหตุโดยไม่ได้รับใบอนุญาต พนักงานสอบสวนจึงมีคำสั่งฟ้องนายสุชาติและนายสมเกียรติในข้อหาประกอบกิจการโรงงานจำพวกที่ 3 (ดูดทราย) โดยไม่ได้รับใบอนุญาต แล้วส่งสำนวนการสอบสวนต่อพนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเพื่อดำเนินการฟ้องนายสุชาติและนายสมเกียรติต่อศาลชั้นต้นต่อไป หลังจากพนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยารับสำนวนการสอบสวนดังกล่าวจากพนักงานสอบสวนแล้ว พิจารณาเห็นว่า จำเลยทั้งสองร่วมกระทำความผิดกับนายสุชาติและนายสมเกียรติด้วย จึงมีหนังสือแจ้งให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสองตามหนังสือของสำนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เรื่องให้ดำเนินคดีแก่บริษัทสหศิลาพิชิตโชค จำกัด นางรัตนา และนายพิชิต พนักงานสอบสวนจึงได้เรียกให้จำเลยทั้งสองมาพบแล้วแจ้งข้อกล่าวหาจำเลยทั้งสองว่าร่วมกันเป็นผู้ประกอบกิจการโรงงานจำพวกที่ 3 (ดูดทราย) โดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ พนักงานสอบสวนได้บันทึกคำให้การของจำเลยทั้งสองไว้ จากนั้นรวบรวมพยานหลักฐานในการสอบสวนเสนอต่อพนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งต่อมาพนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยาได้ฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้ เห็นว่า ความผิดฐานประกอบกิจการโรงงานจำพวกที่ 3 (ดูดทราย) โดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ.2535 มาตรา 5, 7, 12, 50 ที่โจทก์ฟ้องนี้เป็นความผิดอาญาแผ่นดินไม่ใช่ความผิดต่อส่วนตัวอันยอมความได้ ประกอบกับคดีนี้พนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยาได้มีหนังสือถึงผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรบางบาล ลงวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2547 เรื่องให้ดำเนินคดีแก่บริษัทสหศิลาพิชิตโชค จำกัด นางรัตนาและนายพิชิต ซึ่งหนังสือดังกล่าวถือได้ว่าเป็นคำกล่าวโทษเพื่อให้ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสองแล้ว ดังนั้นแม้จะไม่มีผู้เสียหายแจ้งความร้องทุกข์ พนักงานสอบสวนก็มีอำนาจสอบสวนคดีได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 18 วรรคหนึ่ง และตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120 บัญญัติว่า ห้ามมิให้พนักงานอัยการยื่นฟ้องคดีใดต่อศาลโดยมิได้มีการสอบสวนในความผิดนั้นก่อน เมื่อปรากฏว่าคดีนี้ได้มีการสอบสวนโดยไม่ปรากฏว่าการสอบสวนไม่ชอบ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ฉะนั้น พนักงานอัยการจะมีอำนาจแนะนำหรือสั่งให้พนักงานสอบสวนดำเนินการสอบสวนเพื่อเอาผิดแก่จำเลยทั้งสองหรือไม่ และคำกล่าวโทษหรือคำร้องทุกข์จะต้องมีรายละเอียดอย่างไร จึงจะทำให้พนักงานสอบสวนมีอำนาจสอบสวนคดีนี้ได้ จึงไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10769/2554 พนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา โจทก์ นางรัตนา หวังเทพอนุเคราะห์ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา · จำเลย - นางรัตนา หวังเทพอนุเคราะห์ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์ · ประทีป เฉลิมภัทรกุล · โสภณ โรจน์อนนท์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา - นายสมภาส ทองหวาน · ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายชูศักดิ์ ทองวิทูโกมาลย์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำสว.(อ)157/2552

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 99/2541ฎีกา 5603/2542ฎีกา 300/2501ฎีกา 9729/2556ฎีกา 649-650/2486ฎีกา 1379/2524ฎีกา 3593/2529ฎีกา 1362/2537ฎีกา 3423/2548ฎีกา 11423/2554ฎีกา 1915/2529ฎีกา 9239/2547ฎีกา 6903/2543ฎีกา 13537/2553ฎีกา 3811/2528ฎีกา 3879/2542ฎีกา 1974/2539ฎีกา 6774/2558ฎีกา 1093/2482ฎีกา 2670/2521ฎีกา 1401/2519ฎีกา 2129/2537ฎีกา 1813/2531ฎีกา 403/2537
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา