คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2397/2554
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่จำเลยอุทธรณ์เพียงประเด็นข้อเท็จจริงว่าพยานโจทก์เห็นจำเลยเป็นผู้กระทำผิดหรือไม่ ศาลอุทธรณ์ย่อมวินิจฉัยประเด็นข้อเท็จจริงนั้นได้ แม้จะวินิจฉัยประเด็นอื่นที่จำเลยไม่ได้อุทธรณ์ไว้ด้วยก็ตาม
ย่อคำพิพากษา
จำเลยอุทธรณ์เพียงประเด็นเดียวว่า พยานโจทก์เห็นและจำจำเลยได้ว่าเป็นคนร้ายที่ใช้ขวานฟันผู้เสียหายที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 หรือไม่ มิได้อุทธรณ์ประเด็นที่ว่า การกระทำของจำเลยเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 ได้วินิจฉัยประเด็นที่จำเลยอุทธรณ์โดยให้เหตุผลในการวินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงแล้วเชื่อว่าประจักษ์พยานโจทก์ทั้งห้าปากเห็นเหตุการณ์ขณะที่จำเลยใช้ขวานฟันผู้เสียหายที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 จริงในขณะเกิดเหตุ แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 จะวินิจฉัยไว้ด้วยว่า ที่จำเลยนำสืบว่า กลุ่มผู้เสียหายก่อเรื่องก่อน จำเลยจึงใช้ไม้ป้องกันตัวนั้น เห็นว่า เป็นเรื่องสมัครใจทะเลาะวิวาทกัน จำเลยจึงไม่สามารถอ้างเหตุป้องกันได้ ก็เป็นการวินิจฉัยตามข้อนำสืบต่อสู้ของจำเลยเท่านั้น คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 จึงชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 186 (6) แล้ว
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 295, 297, 371, 391
จำเลยให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่น เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 ปี ข้อหาอื่นให้ยก จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยฎีกาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ที่ว่า เป็นเรื่องสมัครใจทะเลาะวิวาทกัน จึงไม่สามารถอ้างเหตุป้องกันได้นั้น ไม่ปรากฏเหตุผลที่แน่ชัดและการวินิจฉัยพยานหลักฐานสิ่งใดที่ชัดเจน คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 มิได้กล่าวถึงเหตุผลที่ฟังข้อเท็จจริงว่าเป็นการทะเลาะวิวาทกัน จำเลยอุทธรณ์ประเด็นเรื่องการป้องกันตัวด้วย แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ยังไม่ได้วินิจฉัยนั้น ศาลฎีกาได้ตรวจอุทธรณ์ของจำเลยโดยตลอดแล้ว เห็นว่า จำเลยอุทธรณ์เพียงประเด็นเดียวว่าพยานโจทก์เห็นและจำจำเลยได้ว่าเป็นคนร้ายที่ใช้ขวานฟันผู้เสียหายที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 หรือไม่ มิได้อุทธรณ์ประเด็นที่ว่า การกระทำของจำเลยเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ด้วย ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 ได้วินิจฉัยประเด็นที่จำเลยอุทธรณ์โดยให้เหตุผลในการวินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงแล้วเชื่อว่าประจักษ์พยานโจทก์ทั้งห้าปากเห็นเหตุการณ์ขณะที่จำเลยใช้ขวานฟันผู้เสียหายที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 จริงในขณะเกิดเหตุ แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 จะวินิจฉัยไว้ด้วยว่า ที่จำเลยนำสืบว่า กลุ่มผู้เสียหายก่อเรื่องก่อน จำเลยจึงใช้ไม้ป้องกันตัวนั้น เห็นว่า เป็นเรื่องสมัครใจทะเลาะวิวาทกัน จำเลยจึงไม่สามารถอ้างเหตุป้องกันได้ ก็เป็นการวินิจฉัยตามข้อนำสืบต่อสู้ของจำเลยเท่านั้น คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 186 (6) แล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น
พิพากษายืน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2397/2554
พนักงานอัยการจังหวัดปราจีนบุรี โจทก์
นายชาญวิทย์หรือประหยัดหรือหยัด ศรีหมาศ จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดปราจีนบุรี · จำเลย - นายชาญวิทย์หรือประหยัดหรือหยัด ศรีหมาศ |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ชุติมนต์ โพธิเดช · อร่าม แย้มสอาด · สิงห์พล ละอองมณี |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดปราจีนบุรี - นายปรินทร อ่อนน้อม · ศาลอุทธรณ์ภาค 2 - นายสุนันท์ เลขบวรวงค์ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
| หมายเลขคดีดำ | อ.6220/2553 |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา