⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 5725/2554

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5725/2554

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การลงมือลักทรัพย์โดยมีเจตนาจะเอาทรัพย์นั้นไป แม้ยังไม่ได้ทรัพย์นั้นไป แต่การกระทำนั้นได้เริ่มลงมือแล้ว ถือว่าเป็นการกระทำความผิดฐานพยายามลักทรัพย์แล้ว

ย่อคำพิพากษา

จำเลยที่ 1 เพียงแต่นั่งคร่อมรถจักรยานยนต์เพื่อจะใช้กุญแจผีไขรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายโดยยังไม่ได้เอารถออกไป เป็นการลงมือลักทรัพย์แล้ว แต่กระทำไปไม่ตลอดเพราะเจ้าพนักงานตำรวจและผู้เสียหายมาถึงที่เกิดเหตุก่อน ทำให้จำเลยที่ 1 เอารถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายไปไม่ได้ จำเลยที่ 1 มีความผิดฐานพยายามลักทรัพย์ในเวลากลางคืน

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.80 ประมวลกฎหมายอาญา ม.335

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 138, 335, 371 ริบของกลาง จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (7) วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 และจำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 อีกกระทงหนึ่ง การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานลักทรัพย์จำคุก 4 ปี ฐานพาอาวุธติดตัวไปในทางสาธารณะ ปรับ 100 บาท รวมจำคุก 4 ปี และปรับ 100 บาท ลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานลักทรัพย์จำคุก 4 ปี หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ริบของกลาง ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) วรรคแรก ประกอบมาตรา 80 จำคุก 2 ปี 6 เดือน รวมกับโทษฐานพาอาวุธตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว จำคุก 2 ปี 6 เดือน และปรับ 100 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางคืนหรือไม่ โจทก์มีนายพิษณุ เบิกความว่า พยานเห็นจำเลยที่ 1 ใช้ลูกกุญแจไขกุญแจรถจักรยานยนต์ที่จอดอยู่ข้างถนนเพชรเกษม บริเวณหน้างานแสดงสินค้าใกล้กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาอำเภอทุ่งสง เมื่อจำเลยที่ 1 ไขกุญแจรถจักรยานยนต์คันใดไม่ออกก็จะเดินไขกุญแจรถจักรยานยนต์คันต่อไปเรื่อย ๆ ประมาณ 10 กว่าคัน พยานจึงโทรศัพท์แจ้งเจ้าพนักงานตำรวจ สักครู่หนึ่งเจ้าพนักงานตำรวจมาถึงที่เกิดเหตุขณะที่จำเลยที่ 1 นั่งคร่อมรถจักรยานยนต์ของนายประสงค์ ผู้เสียหาย เพื่อจะใช้ลูกกุญแจไขกุญแจรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหาย เมื่อจำเลยที่ 1 เห็นเจ้าพนักงานตำรวจจึงขว้างลูกกุญแจทิ้งไป เห็นว่า พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 1 เดินไขกุญแจรถจักรยานยนต์ไปเรื่อยๆ ประมาณ 10 กว่าคันจนกว่าจะไขกุญแจรถได้ และการที่จำเลยที่ 1 ขึ้นไปนั่งคร่อมรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายเพื่อจะไขกุญแจรถนั้น แสดงว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนาลักรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหาย ปัญหาวินิจฉัยต่อไปมีว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดสำเร็จแล้วหรือไม่ เห็นว่า ประจักษ์พยานโจทก์ปากดังกล่าวข้างต้นเห็นเพียงจำเลยที่ 1 นั่งคร่อมรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายแต่ไม่ยืนยันว่าจำเลยที่ 1 กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นเหตุทำให้รถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายเคลื่อนที่ไปจากบริเวณที่ผู้เสียหายจอดรถไว้ ส่วนที่ผู้เสียหายเบิกความว่า รถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายเคลื่อนที่ไปจากบริเวณที่ผู้เสียหายนำรถไปจอดไว้ประมาณ 10 เมตร นั้น ปรากฏข้อเท็จจริงในคดีว่า ผู้เสียหายไม่เห็นเหตุการณ์ขณะมีการเคลื่อนย้ายรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายออกไป จึงเป็นเพียงการคาดคะเนของผู้เสียหายว่าน่าจะมีการเคลื่อนย้ายรถจักรยานยนต์ของตนไปจากบริเวณที่จอดไว้ หรือมิฉะนั้นก็อาจจะเป็นคนอื่นเคลื่อนย้ายรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายไปจากจุดที่จอดไว้เพราะผู้เสียหายจอดกีดขวางทางก็เป็นได้ และไม่มีพยานโจทก์ปากใดเห็นจำเลยที่ 1 จูงรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายเคลื่อนที่ไปจากบริเวณที่ผู้เสียหายจอดไว้ ข้อเท็จจริงในคดีรับฟังได้แต่เพียงว่าจำเลยที่ 1 นั่งคร่อมรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายยังไม่ได้เอารถออก จึงเป็นการลงมือลักทรัพย์แล้ว แต่กระทำไปไม่ตลอดเพราะเจ้าพนักงานตำรวจและผู้เสียหายมาถึงที่เกิดเหตุเสียก่อน ทำให้จำเลยที่ 1 เอารถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายไปไม่ได้ จำเลยที่ 1 ย่อมมีความผิดฐานพยายามลักทรัพย์ในเวลากลางคืน ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อไปว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีเพียงคำให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมของจำเลยที่ 1 ที่ให้การพาดพิงถึงจำเลยที่ 2 ว่าเมื่อไขกุญแจรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายได้ก็จะให้จำเลยที่ 2 ขับไป ตามบันทึกการจับกุมแต่บันทึกการจับกุมเป็นเพียงพยานบอกเล่า มีน้ำหนักให้รับฟังได้น้อย และที่จำเลยที่ 1ให้การในชั้นจับกุมพาดพิงถึงจำเลยที่ 2 มีลักษณะเป็นการซัดทอด จึงเป็นการซัดทอดจำเลยในคดีเดียวกัน ต้องฟังอย่างระมัดระวัง การที่มีข้อเท็จจริงเพียงว่าจำเลยที่ 2 เป็นภริยาของจำเลยที่ 1 มาเที่ยวงานแสดงสินค้าด้วยกัน และไม่มีพยานโจทก์ปากใดเห็นจำเลยที่ 2 กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งพอที่จะรับฟังได้ว่าเป็นการแบ่งหน้าที่กันทำโดยดูต้นทางให้จำเลยที่ 1 ทำการลักทรัพย์ ประกอบกับจำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธมาโดยตลอด จึงไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้นทุกข้อ พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5725/2554 พนักงานอัยการจังหวัดทุ่งสง โจทก์ นายบุญทัน นวลสีทอง กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดทุ่งสง · จำเลย - นายบุญทัน นวลสีทอง กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)กษิดิ์เดช จีนสลุต · ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน · ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดทุ่งสง - นายสมพร ศรีกฤษณ์ · ศาลอุทธรณ์ภาค 8 - นายจักษ์ชัย เยพิทักษ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.7002/2553

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2246/2520ฎีกา 1560/2529ฎีกา 180/2554ฎีกา 1331/2479ฎีกา 593/2510ฎีกา 1672/2569ฎีกา 712/2559ฎีกา 2182/2567ฎีกา 3650/2527ฎีกา 1567/2535ฎีกา 2015/2521ฎีกา 1888/2548ฎีกา 3081/2527ฎีกา 1250/2520ฎีกา 5487/2548ฎีกา 1368/2509ฎีกา 9308/2546ฎีกา 3237/2543ฎีกา 1005/2532ฎีกา 18654/2555ฎีกา 16889/2555ฎีกา 831/2532ฎีกา 1165/2537ฎีกา 3380/2531
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา