⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 632/2513

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 632/2513

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ผู้ต้องคำพิพากษาให้ลงโทษที่ยังรับโทษอยู่ ณ วันที่พระราชบัญญัติล้างมลทินฯ พ.ศ. 2499 ใช้บังคับ ย่อมไม่ได้รับการล้างมลทินตามกฎหมายดังกล่าว

ย่อคำพิพากษา

พระราชบัญญัติล้างมลทินในโอกาสครบ 25 พุทธศตวรรษ พ.ศ. 2499มาตรา 3 ล้างมลทินให้แต่เฉพาะผู้ต้องคำพิพากษาให้ลงโทษที่ได้พ้นโทษไปแล้วก่อนหรือวันที่กฎหมายนี้ใช้บังคับ คือ วันที่ 13 พฤษภาคม 2500เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าในวันดังกล่าว จำเลยยังรับโทษกักกันอยู่ในคดีก่อนจำเลยจึงไม่ได้รับการล้างมลทิน และเมื่อจำเลยกระทำผิดฐานลักทรัพย์ภายในระยะ 10 ปี นับแต่วันที่จำเลยพ้นจากการกักกันในคดีก่อนศาลย่อมพิพากษาให้กักกันจำเลยอีกได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 41

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.41 ประมวลกฎหมายอาญา ม.92 ประมวลกฎหมายอาญา ม.335 พระราชบัญญัติล้างมลทินในโอกาสครบ 25 พุทธศตวรรษ พ.ศ.2499 ม.3

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีนี้ โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันลักทรัพย์ (ล้วงกระเป๋า)ผู้เสียหายก่อนคดีนี้จำเลยทั้งสองเคยต้องคำพิพากษาถึงจำคุกมาแล้วและมากระทำผิดอีกภายใน ๕ ปี นับจากวันพ้นโทษ จำเลยที่ ๑ เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุด ให้กักกันมาแล้ว พ้นจากการกักกัน แล้วภายใน ๑๐ ปีมาทำผิดคดีนี้อีก ขอให้ลงโทษและเพิ่มโทษจำเลยทั้งสองกับกักกันจำเลยที่ ๑ ด้วย จำเลยที่ ๑ ให้การรับสารภาพ แต่โต้แย้งข้อที่โจทก์ขอให้กักกันจำเลยที่ ๒ ปฏิเสธฟ้องโจทก์ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๕, ๘๓ ให้จำคุกคนละ ๓ ปี เพิ่มโทษคนละ ๑ ใน ๓ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๒ เป็นจำคุกคนละ๔ ปี จำเลยที่ ๑ รับสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงจำคุกจำเลยที่ ๑ มีกำหนด๒ ปี เมื่อจำเลยที่ ๑ รับโทษตามกำหนดแล้ว ให้ส่งตัวไปกักกันไว้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๔๑ มีกำหนด ๓ ปี จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์เฉพาะเรื่องกักกัน จำเลยที่ ๒ อุทธรณ์ขอให้ยกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้ยกฟ้องโจทก์เฉพาะจำเลยที่ ๒ แต่คงให้ลงโทษและกักกันจำเลยที่ ๑ ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ ๑ ฎีกาไม่ให้กักกัน อ้างว่าได้รับการล้างมลทินตามพระราชบัญญัติล้างมลทินฯ โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยที่ ๒ ด้วย ศาลฎีกาฟังว่า จำเลยที่ ๒ ได้ร่วมกระทำผิดกับจำเลยที่ ๑ สำหรับจำเลยที่ ๑ นั้น ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ ๑ พ้นจากการกักกันในคดีก่อน ในวันที่ ๑๓ มกราคม พ.ศ. ๒๕๐๒ ภายหลังจากวันที่พระราชบัญญัติล้างมลทินในโอกาสครบ ๒๕ พุทธศตวรรษ พ.ศ. ๒๔๙๙ ใช้บังคับ จึงวินิจฉัยว่าผู้ที่จะได้รับล้างมลทินตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติล้างมลทินในโอกาสครบ ๒๕ พุทธศตวรรษ พ.ศ. ๒๔๙๙ นั้น จะต้องเป็นผู้ที่พ้นโทษไปก่อนหรือในวันที่ ๑๓ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๐๐ ซึ่งเป็นวันที่พระราชบัญญัติดังกล่าวใช้บังคับ หรือได้พ้นโทษไปโดยผลแห่งพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการพระราชทานอภัยโทษเนื่องในโอกาสครบ ๒๕ พุทธศตวรรษ เมื่อจำเลยที่ ๑พ้นจากการกักกันในคดีก่อนในวันที่ ๑๓ มกราคม ๒๕๐๒ จำเลยที่ ๑ จึงยังถูกกักกันอยู่ในวันที่พระราชบัญญัติดังกล่าวใช้บังคับ และโทษกักกันก็มิได้อยู่ในเกณฑ์ที่จะได้รับการพิจารณาให้พ้นโทษไปโดยผลแห่งพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการพระราชทานอภัยโทษเนื่องในโอกาสครบ ๒๕ พุทธศตวรรษจำเลยที่ ๑ จึงมิได้รับประโยชน์จาก มาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัตินี้ พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 632/2513 พนักงานอัยการ กรมอัยการ โจทก์ นายประสิทธิ์หรือบรรจงหรือจงหรือสมศักดิ์ เพชรอำไพ หรือดีรักษา หรือศรีประเสริฐ ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ กรมอัยการ · หรือดีรักษา - นายประสิทธิ์หรือบรรจงหรือจงหรือสมศักดิ์ เพชรอำไพ · จำเลย - หรือศรีประเสริฐ ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)เฉลิม กรพุกกะณะ · สุธี โรจนธรรม · เสลา หัมพานนท์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลอาญา - นายประพันธ์ พรรณรักษา · ศาลอุทธรณ์ - นายรื่น วิไลชนม์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2546/2527ฎีกา 1891/2500ฎีกา 4436/2549ฎีกา 1331/2479ฎีกา 268/2468ฎีกา 3650/2527ฎีกา 1908/2528ฎีกา 528/2470ฎีกา 1567/2535ฎีกา 2597/2516ฎีกา 293/2507ฎีกา 273/2507ฎีกา 3081/2527ฎีกา 1250/2520ฎีกา 1368/2509ฎีกา 444/2537ฎีกา 3245/2545ฎีกา 1957/2515ฎีกา 18654/2555ฎีกา 3388/2526ฎีกา 16889/2555ฎีกา 2845/2543ฎีกา 831/2532ฎีกา 7562/2556
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา