⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 21640-21641/2556

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 21640-21641/2556

ป.อาญา ม.78, 83, 86 ฯลฯ

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ผู้สนับสนุนการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2539 มาตรา 9 วรรคห้า ต้องระวางโทษเท่ากับตัวการ การกระทำความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้เสียหายแต่ละคนโดยเฉพาะ ถือเป็นความผิดต่างกรรมต่างวาระกัน แม้จะกระทำในคราวเดียวกันก็ตาม

ย่อคำพิพากษา

จำเลยที่ 1 รู้อยู่แล้วว่า จำเลยที่ 3 จะพาผู้เสียหายที่ 1 อายุ 14 ปีเศษ กับผู้เสียหายที่ 3 อายุ 14 ปีเศษและผู้เสียหายที่ 5 อายุ 17 ปีเศษ จากประเทศไทยเพื่อไปค้าประเวณีที่ประเทศมาเลเซีย การที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้ติดต่อช่วยทำเอกสารบัตรผ่านแดนและเป็นผู้ขับรถจักรยานยนต์พาผู้เสียหายทั้งสามผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองจากประเทศไทยไปประเทศมาเลเซีย จึงเป็นการสนับสนุนให้จำเลยที่ 3 กระทำความผิดหาใช่เป็นตัวการไม่ แต่ต้องระวางโทษเท่ากับตัวการตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคห้า และตาม ป.อ. มาตรา 282 วรรคสี่ การที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 พาผู้เสียหายที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 จากประเทศไทยเพื่อไปค้าประเวณีที่ประเทศมาเลเซียนั้น ถือได้ว่ามีเจตนาเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือชักพาไปเพื่อการค้าประเวณีเท่านั้น และมิใช่เป็นการรับตัวผู้เสียหายทั้งสามไว้โดยทุจริต จึงไม่มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 312 ตรี แม้ไม่มีฝ่ายใดฎีกาในปัญหานี้ก็ตาม แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185, 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215, 225 การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 3 ในความผิดฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้เสียหายที่ 1 และที่ 3 โดยขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อข่มขืนใจให้กระทำการค้าประเวณี ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 12 วรรคหนึ่ง ว่าเป็นการกระทำที่เป็นกรรมเดียวนั้นไม่ถูกต้อง เพราะแม้เป็นการกระทำในคราวเดียวกันก็ตาม แต่ก็เป็นการกระทำต่อผู้เสียหายแต่ละคนโดยเฉพาะ จึงเป็นความผิดต่างกรรมต่างวาระกัน แต่เมื่อโจทก์ไม่ได้ฎีกาในปัญหานี้ จึงไม่อาจแก้ไขโทษได้ เพราะเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.185 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.195 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.212 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.215 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.225 ประมวลกฎหมายอาญา ม.78 ประมวลกฎหมายอาญา ม.83 ประมวลกฎหมายอาญา ม.86 ประมวลกฎหมายอาญา ม.90 ประมวลกฎหมายอาญา ม.91 ประมวลกฎหมายอาญา ม.282 ประมวลกฎหมายอาญา ม.283 ประมวลกฎหมายอาญา ม.310 ประมวลกฎหมายอาญา ม.312 ประมวลกฎหมายอาญา ม.317 ประมวลกฎหมายอาญา ม.318 ประมวลกฎหมายอาญา ม.319 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 ม.9 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 ม.12 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการาประเวณี พ.ศ.2539 ม.12

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.185 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.195 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.212 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.215 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ และเรียกจำเลยในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 3 โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองสำนวน ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 283, 310, 312 ตรี, 317, 318, 319 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9, 12 จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานโจทก์ จำเลยที่ 1 ขอให้การใหม่เป็นรับสารภาพเฉพาะข้อหาเป็นธุระจัดหาหญิงอายุเกินสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีโดยใช้อุบายหลอกลวง ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคสอง วรรคสาม, 12 วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 วรรคสอง, 283 วรรคสาม, 310 วรรคแรก, 312 ตรี วรรคหนึ่ง วรรคสอง, 317 วรรคสาม, 319 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 3 เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันพรากผู้เสียหายที่ 1 และที่ 3 ซึ่งเป็นเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร รวม 2 กระทง จำคุกกระทงละ 5 ปี ฐานร่วมกันพรากผู้เสียหายที่ 5 ซึ่งเป็นผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีโดยผู้เยาว์เต็มใจไปด้วยเพื่อการอนาจาร จำคุก 2 ปี ฐานร่วมกันเป็นธุระจัดหา เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี โดยเด็กนั้นไม่ยินยอม (ที่ถูก แม้เด็กนั้นจะยินยอมก็ตาม) และเพื่อให้เด็กนั้นกระทำการค้าประเวณี เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคสาม ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 รวม 2 กระทง จำคุกกระทงละ 10 ปี ฐานร่วมกันเป็นธุระจัดหาหญิงอายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปี โดยหญิงนั้นจะยินยอมก็ตามเพื่อ ให้หญิงนั้นกระทำการค้าประเวณี เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคสอง ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 5 ปี ฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขัง โดยขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อข่มขืนใจให้กระทำการค้าประเวณี เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการาประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 12 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 10 ปี รวมจำคุก 47 ปี ทางนำสืบของจำเลยที่ 3 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 35 ปี 3 เดือน ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์และจำเลยที่ 3 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคสอง วรรคสาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 วรรคสอง วรรคสาม, 312 ตรี วรรคหนึ่ง วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันเป็นธุระจัดหา เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี โดยเด็กนั้นไม่ยินยอม (ที่ถูก แม้เด็กนั้นจะยินยอมก็ตาม) เพื่อให้เด็กนั้นกระทำการค้าประเวณี เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี มาตรา 9 วรรคสาม ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 รวม 2 กระทง จำคุกกระทงละ 10 ปี ฐานร่วมกันเป็นธุระจัดหาหญิงอายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปี เพื่อการอนาจารโดยหญิงนั้นจะยินยอมก็ตามเพื่อให้หญิงนั้นกระทำการค้าประเวณี เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี มาตรา 9 วรรคสอง ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 5 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในความผิดฐานร่วมกันเป็นธุระจัดหาหญิงอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปี เพื่อการอนาจาร แม้หญิงนั้นจะยินยอมก็ตาม เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยที่ 1 กระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 รวม 3 กระทง มีกำหนด 12 ปี 6 เดือน ลดโทษให้จำเลยที่ 3 กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 31 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยที่ 3 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 เพียงว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 หรือไม่ และสมควรลงโทษจำเลยที่ 3 เบากว่าที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 กำหนดหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ไม่รู้ว่าจำเลยที่ 3 จะพาผู้เสียหายที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 ไปค้าประเวณีที่ประเทศมาเลเซีย และจำเลยที่ 3 ฎีกาว่า จำเลยที่ 3 กระทำความผิดขณะอายุยังน้อย ถูกยุยงส่งเสริมจากนายอาเหวินสามีจึงขาดความยั้งคิดไตร่ตรอง สำหรับจำเลยที่ 1 โจทก์มีผู้เสียหายที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 เบิกความสอดคล้องกับทางนำสืบของจำเลยที่ 1 ว่า นอกจากจำเลยที่ 1 พาผู้เสียหายทั้งสามไปถ่ายรูปและเป็นผู้ไปดำเนินการทำบัตรผ่านแดนที่อำเภอสะเดาให้แล้ว จำเลยที่ 1 ยังพาผู้เสียหายที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 ไปพักที่บ้านของจำเลยที่ 1 เพื่อรอรับเอกสารผ่านแดนประมาณครึ่งวัน เห็นว่า จำเลยที่ 1 เป็นชาย ขณะเกิดเหตุมีอายุ 30 ปี และมีอาชีพขับรถจักรยานยนต์รับจ้างอยู่บริเวณด่านตรวจคนเข้าเมืองแนวชายแดนไทย - มาเลเซีย เป็นเวลานานประมาณ 8 ปี ย่อมมีประสบการณ์พอที่จะสังเกตได้ว่าผู้ที่ข้ามไปประเทศมาเลเซียโดยเฉพาะหญิงสาวที่มีคนพาไปนั้นจะเข้าไปทำงานประเภทใด ดังคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 ที่ว่า จากการพูดคุยกับจำเลยที่ 3 ก็พอทราบว่าจำเลยที่ 3 จะพาเสียหายที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 ไปค้าประเวณี หรือจากการถามผู้เสียหายที่ 1 ว่ารู้หรือไม่ว่าผู้เสียหายที่ 1 จะถูกพาไปทำงานอะไร เมื่อผู้เสียหายที่ 1 ตอบว่าไม่รู้และถามจำเลยที่ 1 กลับไปว่าจำเลยที่ 1 รู้หรือไม่ จำเลยที่ 1 กลับไม่ตอบ ซึ่งพฤติการณ์ดังกล่าวส่อแสดงว่าจำเลยที่ 1 รู้ดีแล้วว่าจำเลยที่ 3 จะพาผู้เสียหายที่ 1 กับพวกไปทำงานค้าประเวณีที่ประเทศมาเลเซีย แต่ไม่อยากบอกให้ผู้เสียหายที่ 1 ทราบเท่านั้น ทั้งก่อนเกิดเหตุ จำเลยที่ 1 ก็เคยดำเนินการในลักษณะเช่นนั้นให้แก่นางสาวพาวิณีและนางสาวอาทิติยาได้ข้ามไปทำงานที่ประเทศมาเลเซียมาแล้ว พฤติการณ์และคำให้การรับสารภาพของจำเลยที่ 1 ในชั้นสอบสวนจึงฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่าจำเลยที่ 1 รู้แล้วว่าจำเลยที่ 3 จะพาผู้เสียหายที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 ไปค้าประเวณีที่ประเทศมาเลเซีย การที่จำเลยที่ 1 ขับรถพาผู้เสียหายที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 ผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองจากประเทศไทยไปประเทศมาเลเซียและช่วยทำบัตรผ่านแดนให้ผู้เสียหายทั้งสามคงเป็นเพียงการเข้าช่วยเหลือและให้ความสะดวกแก่จำเลยที่ 3 ในการพาผู้เสียหายทั้งสามเดินทางเข้าไปในประเทศมาเลเซียทั้งที่รู้ว่าการกระทำของจำเลยที่ 3 เป็นความผิด การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นเพียงการสนับสนุนให้ผู้อื่นกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 มิใช่เป็นการร่วมกระทำความผิด ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานร่วมกันเป็นธุระจัดหาบุคคลอายุยังไม่เกินสิบห้าปี แม้บุคคลนั้นจะยินยอมก็ตาม เพื่อให้บุคคลนั้นค้าประเวณี และเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานร่วมกันเป็นธุระจัดหาบุคคลอายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปี แม้บุคคลนั้นจะยินยอมก็ตาม เพื่อให้บุคคลนั้นค้าประเวณี ที่จำเลยที่ 1 นำสืบและฎีกาปฏิเสธว่าจำเลยที่ 1 ไม่รู้ว่าจำเลยที่ 3 จะพาผู้เสียหายที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 ไปค้าประเวณี เพียงขับรถจักรยานยนต์ไปส่งผู้เสียหายทั้งสามตามอาชีพของตนนั้น ไม่มีน้ำหนักพอที่จะหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ซึ่งความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนในความผิดดังกล่าว พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี มาตรา 9 วรรคห้า และประมวลกฎหมายอาญามาตรา 282 วรรคสี่ บัญญัติให้ต้องระวางโทษตามที่บัญญัติไว้ในวรรคนั้น ๆ แล้วแต่กรณี การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ลงโทษจำเลยที่ 1 เท่ากับจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นตัวการจึงถูกต้องแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ต่อไปว่า สมควรลงโทษจำเลยที่ 3 เบากว่าที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 กำหนดไว้หรือไม่ เห็นว่า จากทางนำสืบของโจทก์ ข้อเท็จจริงได้ความว่าผู้เสียหายที่ 1 ได้รับความกระทบกระเทือนต่อจิตใจจากการกระทำของจำเลยที่ 3 เป็นอย่างมากจนเกิดความเครียดอย่างรุนแรงและพูดจาไม่ค่อยรู้เรื่อง กรณีจึงเป็นเรื่องร้ายแรง ทั้งโทษที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 กำหนดแก่จำเลยที่ 3 ก็เป็นโทษขั้นต่ำในแต่ละฐานความผิดตามกฎหมายแล้ว ศาลฎีกาไม่อาจวางโทษให้ต่ำไปกว่านี้ได้อีก ฎีกาของจำเลยที่ 3 จึงฟังไม่ขึ้น แต่ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 312 ตรี วรรคแรกและวรรคสอง ฐานรับบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปี และเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีตามลำดับไว้โดยทุจริต อีกบทหนึ่งนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 พาผู้เสียหายที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 จากประเทศไทยไปประเทศมาเลเซียเพื่อทำการค้าประเวณีนั้น ถือได้ว่าเป็นการกระทำที่มีเจตนาเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือชักพาไปเพื่อการค้าประเวณี มิใช่เป็นการรับตัวผู้เสียหายทั้งสามไว้โดยทุจริต จำเลยที่ 1 และที่ 3 จึงไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 312 ตรี วรรคแรกและวรรคสอง ดังที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษา แม้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่ฎีกาในปัญหานี้ แต่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ซึ่งศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185, ประกอบด้วยมาตรา 215 และมาตรา 225 จึงสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง และที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยที่ 3 ในความผิดฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้เสียหายที่ 1 และที่ 3 โดยขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย เพื่อข่มขืนใจให้กระทำการค้าประเวณี ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 12 วรรคหนึ่ง อันเป็นการกระทำกรรมเดียวนั้น เห็นว่า แม้จะเป็นการกระทำในคราวเดียวกันก็ตาม แต่ก็เป็นการกระทำต่อผู้เสียหายแต่ละคนโดยเฉพาะ จึงเป็นความผิดต่างกรรมต่างวาระ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นจึงไม่ถูกต้อง แต่เนื่องจากโจทก์มิได้ฎีกาให้ลงโทษจำเลยที่ 3 ในความผิดฐานนี้หลายกรรม ศาลฎีกาไม่อาจแก้ไขเรื่องโทษได้ เพราะเป็นการพิพากษาเพิ่ม เติมโทษจำเลยที่ 3 ซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ประกอบ ด้วยมาตรา 225 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 3 กระทำความผิดฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นโดยขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อข่มขืนใจให้กระทำการค้าประเวณี รวม 2 กระทงและจำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 วรรคสี่ ประกอบมาตรา 282 วรรคสอง, มาตรา 282 วรรคสี่ ประกอบมาตรา 282 วรรคสาม พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคห้า ประกอบมาตรา 9 วรรคสอง, มาตรา 9 วรรคห้า ประกอบมาตรา 9 วรรคสาม และประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 ข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 312 ตรี ให้ยก ส่วนโทษสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 3 และนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 21640 - 21641/2556 พนักงานอัยการจังหวัดขอนแก่น โจทก์ นายอนันต์หรืออ้อน ลิ่มปัญญา กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดขอนแก่น · จำเลย - นายอนันต์หรืออ้อน ลิ่มปัญญา กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)พิศล พิรุณ · กฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์ · เสรี เพศประเสริฐ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดขอนแก่น - นายณัฐปกรณ์ พิชญปัญญาธรรม · ศาลอุทธรณ์ภาค 4 - นายปรัชญา โกไศยกานนท์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ6875/2554

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 6205/2541ฎีกา 99/2541ฎีกา 1089/2559ฎีกา 2530/2527ฎีกา 7651/2552ฎีกา 4180/2548ฎีกา 2147/2521ฎีกา 861/2521ฎีกา 7988/2551ฎีกา 6355/2544ฎีกา 1795/2493ฎีกา 664/2520ฎีกา 647/2563ฎีกา 628/2493ฎีกา 1666/2521ฎีกา 8297/2540ฎีกา 11720/2555ฎีกา 4519/2544ฎีกา 2766/2546ฎีกา 11/2539ฎีกา 5806/2534ฎีกา 34/2521ฎีกา 16561/2557ฎีกา 1386/2521
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา