⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3377/2556

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3377/2556

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การเป็นธุระจัดหาหญิงไปเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่นเพื่อการอนาจาร หรือเพื่อให้กระทำการค้าประเวณี เป็นความผิดต่างกรรมกับการเป็นเจ้าของ ผู้ดูแล หรือผู้จัดการกิจการการค้าประเวณีหรือสถานการค้าประเวณี

ย่อคำพิพากษา

ความผิดฐานเป็นธุระจัดหาหญิงไปเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่นและเพื่อการอนาจารและความผิดฐานเป็นธุระจัดหาบุคคลไปเพื่อกระทำการค้าประเวณีนั้น กฎหมายมุ่งที่จะบังคับแก่ผู้ที่เป็นธุระจัดหาหญิงไปเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น เพื่อการอนาจารหรือเพื่อให้กระทำการค้าประเวณี ไม่ว่าการเป็นธุระจัดหาดังกล่าวกระทำขึ้นโดยวิธีการใด ส่วนความผิดฐานเป็นเจ้าของ ผู้ดูแล ผู้จัดการกิจการการค้าประเวณีหรือสถานการค้าประเวณีนั้น กฎหมายมุ่งที่จะบังคับแก่ผู้จัดการกิจการหรือสถานที่ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อการค้าประเวณีหรือเพื่อใช้ในการติดต่อหรือจัดหาบุคคลเพื่อกระทำการค้าประเวณีเป็นการเฉพาะ ดังนี้ เมื่อสภาพแห่งความผิดทั้งสองอย่างดังกล่าวมีความมุ่งหมายให้เกิดผลต่อผู้กระทำความผิดที่มีเจตนากระทำความผิดแตกต่างกันจึงเป็นความผิดต่างกรรม มิใช่กรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษา แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกปัญหานี้ขึ้นฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อโจทก์ไม่ฎีกา ศาลฎีกาจึงไม่อาจลงโทษทั้งสองบทในความผิดฐานเป็นธุระจัดหาหญิงไปเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่นเพื่อการอนาจารและฐานเป็นธุระจัดหาหญิงไปเพื่อให้กระทำการค้าประเวณีตามจำนวนผู้เสียหาย รวม 4 กระทง กับฐานเป็นเจ้าของ ผู้ดูแล ผู้จัดการกิจการการค้าประเวณีหรือสถานการค้าประเวณี อีก 1 กระทง ต่างหากได้ เนื่องจากจะเป็นการเพิ่มโทษจำเลยที่ 3 และที่ 4 ซึ่งต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.195 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.212 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.225 ประมวลกฎหมายอาญา ม.91 ประมวลกฎหมายอาญา ม.282 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 ม.9 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 ม.11

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 283 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 4, 9, 11 จำเลยทั้งห้าให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 วรรคแรก (ที่ถูก มาตรา 282 วรรคแรก ด้วย) พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง และวรรคสี่, 11 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำเลยที่ 5 มีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 11 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 การกระทำของจำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งผู้เสียหายที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 โดยใช้อุบายหลอกลวงเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 วรรคแรก ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 รวม 3 กระทง จำคุกกระทงละ 5 ปี ฐานร่วมกันเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งผู้เสียหายที่ 1 เพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น โดยผู้เสียหายที่ 1 ยินยอม (ที่ถูก ต้องระบุด้วยว่า เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณีฯ มาตรา 9 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90) จำคุกคนละ 1 ปี ฐานร่วมกันเป็นเจ้าของกิจการการค้าประเวณี จำคุกคนละ 3 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 3 และที่ 4 คนละ 19 ปี ลงโทษจำเลยที่ 5 ฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าของกิจการการค้าประเวณี จำคุก 2 ปี ทางนำสืบของจำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 3 และที่ 4 คนละ 12 ปี 8 เดือน จำคุกจำเลยที่ 5 มีกำหนด 1 ปี 4 เดือน ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 จำเลยที่ 3 และที่ 4 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 มีความผิดตาม พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง, 11 วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น ร่วมกันเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือพาไปเพื่อการอนาจาร รวม 4 กระทง ฐานร่วมกันเป็นธุระจัดหา ล่อไปหรือชักพาหญิงไปเพื่อให้กระทำการค้าประเวณี รวม 4 กระทง และฐานร่วมกันเป็นเจ้าของกิจการการค้าประเวณี ผู้ดูแล หรือผู้จัดการกิจการการค้าประเวณี หรือสถานการค้าประเวณี หรือเป็นผู้ควบคุมผู้กระทำการค้าประเวณีในสถานการค้าประเวณี รวม 4 กระทง แต่ความผิดทั้งสามฐานดังกล่าวเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 11 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 3 ปี รวม 4 กระทง จำคุกคนละ 12 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกคนละ 8 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 3 และที่ 4 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่ามีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการแรกว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือพาผู้เสียหายทั้งสี่ไปเพื่อการอนาจาร เพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น และเพื่อให้ผู้เสียหายทั้งสี่กระทำการค้าประเวณี และเป็นเจ้าของ ผู้ดูแล ผู้จัดการกิจการหรือผู้ควบคุมผู้กระทำการค้าประเวณีในร้านน้องแพ็ทคาราโอเกะซึ่งเป็นสถานการค้าประเวณีหรือไม่ ที่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ฎีกาว่า ร้านน้องแพ็ทคาราโอเกะเป็นร้านขายสุราและเครื่องดื่ม ไม่ใช่สถานการค้าประเวณี จำเลยที่ 3 และที่ 4 ไม่เคยได้รับเงินค่าบริการจากลูกค้าผู้ซื้อบริการทางเพศ การที่ผู้เสียหายทั้งสี่กระทำการค้าประเวณีเป็นเรื่องส่วนตัวไม่เกี่ยวข้องกับจำเลยที่ 3 และที่ 4 เหตุที่จำเลยที่ 3 และที่ 4 เดินทางไปรับผู้เสียหายทั้งสี่เนื่องจากได้รับแจ้งจากนางสอนหรือแอ๋ว ว่าผู้เสียหายทั้งสี่ประสงค์ไปทำงานเสิร์ฟอาหาร โดยจำเลยที่ 3 และที่ 4 มิได้เป็นผู้ชักชวนให้ไปค้าประเวณีนั้น คงได้ความตามที่โจทก์มีผู้เสียหายทั้งสี่เป็นพยานเบิกความทำนองเดียวกันสรุปได้ว่า ร้านน้องแพ็ทคาราโอเกะเป็นห้องแถวคล้ายร้านอาหาร มีตู้คาราโอเกะชนิดหยอดเหรียญและโต๊ะสำหรับรอรับแขกประมาณ 5 ชุด มีพนักงานหญิงนอกเหนือจากพยานทั้งสี่อีก 10 ถึง 20 คน โดยในระหว่างการทำงานพยานทั้งสี่และพนักงานอื่นต้องไปนั่งหน้าร้านเพื่อรอลูกค้าเลือกไปให้บริการทางเพศที่โรงแรมหลังจากจ่ายเงินค่าบริการให้แก่เจ้าของร้าน และในระหว่างที่พยานทั้งสี่ทำงานที่ร้านดังกล่าวได้ถูกลูกค้าที่เป็นชายเลือกไปให้บริการทางเพศที่โรงแรมหลังจากจ่ายเงินค่าบริการให้แก่จำเลยที่ 5 บุตรของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ดังนี้ นอกจากโจทก์มีผู้เสียหายทั้งสี่เป็นพยานยืนยันว่าร้านน้องแพ็ทคาราโอเกะเป็นสถานที่ที่ใช้ในการติดต่อหรือจัดหาบุคคลเพื่อกระทำการค้าประเวณีโดยผู้เสียหายทั้งสี่รวมทั้งพนักงานหญิงของร้านมีหน้าที่นั่งหน้าร้านเพื่อรอให้ผู้ประสงค์ใช้บริการเลือกตัวไปให้บริการทางเพศโดยการชำระสินจ้างซึ่งเป็นค่าบริการให้แก่ทางร้านแล้ว เมื่อพิจารณาจากสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับบริการลูกค้าและลักษณะการให้บริการของร้านน้องแพ็ทคาราโอเกะดังที่จำเลยที่ 3 และที่ 4 อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความรับว่า มีเพียงการจำหน่ายเบียร์ สุราและเครื่องดื่มกับให้บริการตู้เพลงหรือตู้คาราโอเกะชนิดหยอดเหรียญและโต๊ะอาหารสำหรับให้บริการลูกค้าเพียง 5 ถึง 6 ชุด ทั้งที่ไม่ปรากฏว่ามีการขายอาหารหรือการให้บริการอื่นในลักษณะอย่างเป็นร้านอาหารซึ่งจำเป็นต้องใช้พนักงานเสิร์ฟหญิงจำนวนมาก โดยเฉพาะการที่ผู้เสียหายทั้งสี่ต่างเบิกความถึงลักษณะการทำงานว่า พนักงานทั้งหมดมีหน้าที่นั่งหน้าร้านเพื่อรอให้ลูกค้าเลือกตัวไปให้บริการทางเพศที่โรงแรมหลังจากชำระค่าบริการให้แก่ทางร้าน กรณีจึงรับฟังได้ว่าร้านน้องแพ็ทคาราโอเกะของจำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นสถานที่ที่ใช้ในการติดต่อหรือจัดหาบุคคลอื่นเพื่อกระทำการค้าประเวณี จึงเป็นสถานการค้าประเวณี การที่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันเดินทางไปรับผู้เสียหายทั้งสี่จากจังหวัดขอนแก่น พาไปเสนอตัวเพื่อให้บริการทางเพศที่ร้านดังกล่าวอันเป็นประโยชน์ในกิจการของจำเลยที่ 3 และที่ 4 จึงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นเจ้าของ ผู้ดูแล ผู้จัดการกิจการหรือผู้ควบคุมผู้กระทำการค้าประเวณี และเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือพาผู้เสียหายทั้งสี่ไปเพื่อการอนาจาร เพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่นและเพื่อให้ผู้เสียหายทั้งสี่กระทำการค้าประเวณี ดังที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษา ที่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ฎีกาอ้างว่า ร้านน้องแพ็ทคาราโอเกะเป็นร้านขายสุราและเครื่องดื่ม การค้าประเวณีเป็นเรื่องส่วนตัวไม่เกี่ยวข้องกับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ขัดแย้งกับลักษณะการประกอบกิจการและการทำงานของพนักงานดังกล่าวข้างต้น จึงฟังไม่ขึ้น ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามที่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ฎีกาว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ที่พิพากษาว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4 มีความผิดฐานเป็นธุระจัดหา ล่อไปหรือพาหญิงไปเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่นและเพื่อการอนาจารโดยหญิงยินยอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 เกินคำขอและเป็นข้อที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง และวรรคสี่หรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องและขอให้ลงโทษจำเลยที่ 3 และที่ 4 ฐานเป็นธุระจัดหา ล่อไปหรือพาหญิงไปเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่นและเพื่อการอนาจารโดยใช้อุบายหลอกลวง ขู่เข็ญ ใช้กำลังประทุษร้าย ใช้อำนาจครอบงำผิดคลองธรรม หรือให้วิธีข่มขืนใจด้วยประการอื่นใด อันเป็นความผิดที่รวมการกระทำหลายอย่างและแต่ละอย่างอาจเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเอง เมื่อข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในทางพิจารณาได้ความว่าการกระทำความผิดของจำเลยที่ 3 และที่ 4 เกิดขึ้นโดยความยินยอมของผู้เสียหายทั้งสี่ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 จึงชอบที่จะลงโทษจำเลยที่ 3 และที่ 4 ตามข้อเท็จจริงซึ่งพิจารณาได้ความนั้นได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย ไม่ใช่กรณีเกินคำขอหรือโจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษดังที่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ยกขึ้นฎีกา คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ในส่วนนี้ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามที่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 3 และที่ 4 ในความผิดฐานเป็นเจ้าของ ผู้ดูแล หรือผู้จัดการกิจการการค้าประเวณีหรือสถานการค้าประเวณี หลายกรรมต่างกันตามจำนวนผู้เสียหายทั้งสี่รวม 4 กระทง ถูกต้องหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 4 บัญญัติบทนิยามความหมายของสถานการค้าประเวณีว่า เป็นสถานที่ที่จัดไว้เพื่อการค้าประเวณีหรือยอมให้มีการค้าประเวณี และให้หมายความรวมถึงสถานที่ที่ใช้ในการติดต่อหรือจัดหาบุคคลอื่นเพื่อกระทำการค้าประเวณีด้วย และมาตรา 11 วรรคหนึ่ง บัญญัติความผิดและกำหนดโทษสำหรับผู้เป็นเจ้าของกิจการการค้าประเวณี ผู้ดูแล หรือผู้จัดการกิจการการค้าประเวณีหรือสถานการค้าประเวณี หรือผู้ควบคุมผู้กระทำการค้าประเวณีในสถานการค้าประเวณี ดังนั้น โดยวัตถุประสงค์ของบทบัญญัติดังกล่าวจึงมุ่งที่จะห้ามมิให้มีการจัดสถานที่สำหรับกิจการหรือสถานการค้าประเวณีเป็นสำคัญ โดยมิได้คำนึงถึงจำนวนบุคคลผู้กระทำการค้าประเวณีดังเช่นที่กำหนดเป็นความผิดเฉพาะสำหรับผู้เป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือชักพาบุคคลไปเพื่อกระทำการค้าประเวณีตาม มาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติฉบับเดียวกัน ดังนั้น การที่จำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นเจ้าของร้านน้องแพ็ทคาราโอเกะซึ่งเป็นสถานการค้าประเวณีจึงเป็นความผิดกรรมเดียวตามฟ้องข้อ 1 (จ) เท่านั้น และลงโทษได้เพียงกระทงเดียว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาว่าความผิดฐานนี้เป็นการกระทำหลายกรรมต่างกันและให้ลงโทษรวม 4 กระทง ตามจำนวนผู้เสียหายทั้งสี่ จึงไม่ถูกต้อง ฎีกาของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ในข้อนี้ฟังขึ้น ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายตามที่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ฎีกาว่ามีเหตุสมควรลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 หรือไม่ เห็นว่า ความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 11 วรรคหนึ่ง มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 3 และที่ 4 ให้จำคุกกระทงละ 3 ปี ก่อนลดโทษให้อีกหนึ่งในสาม จึงเป็นการกำหนดโทษขั้นต่ำที่สุดตามที่กฎหมายบัญญัติไว้แล้ว ไม่อาจกำหนดโทษในสถานเบาไปกว่านี้ได้อีก ส่วนความผิดตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี กำหนดโทษตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 นับว่าเหมาะสมแก่พฤติการณ์ความผิดแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข และเมื่อพิจารณาจากพฤติการณ์ความผิดของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ที่จัดหาหญิงจำนวนมากเข้าทำงานในสถานการค้าประเวณี แม้เป็นความยินยอมของหญิงที่ทำการค้าประเวณี แต่ก็มีลักษณะอุกอาจกระทำการอย่างเปิดเผย มุ่งแต่ประโยชน์ส่วนตนโดยไม่เคารพยำเกรงต่อกฎหมาย จึงไม่มีเหตุรอการลงโทษ ฎีกาของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาว่า ความผิดฐานเป็นธุระจัดหาหญิงไปเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่นและเพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 วรรคแรก รวม 4 กระทง และความผิดฐานเป็นธุระจัดหาบุคคลไปเพื่อกระทำการค้าประเวณีตามพระราชบัญญัติป้องกันปราบปรามการค้าประเวณีฯ มาตรา 9 วรรคหนึ่ง รวม 4 กระทง เป็นการกระทำกรรมเดียวกับความผิดฐานเป็นเจ้าของ ผู้ดูแล ผู้จัดการกิจการการค้าประเวณีหรือสถานการค้าประเวณีตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี ฯ มาตรา 11 วรรคหนึ่ง และให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป้องกันปราบปรามการค้าประเวณี ฯ มาตรา 11 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 นั้น เห็นว่า ความผิดฐานเป็นธุระจัดหาหญิงไปเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่นและเพื่อการอนาจารและความผิดฐานเป็นธุระจัดหาบุคคลไปเพื่อกระทำการค้าประเวณีนั้น กฎหมายมุ่งที่จะบังคับแก่ผู้ที่เป็นธุระจัดหาหญิงไปเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น เพื่อการอนาจารหรือเพื่อให้กระทำการค้าประเวณี ไม่ว่าการเป็นธุระจัดหาดังกล่าวกระทำขึ้นโดยวิธีการใด ส่วนความผิดฐานเป็นเจ้าของ ผู้ดูแล ผู้จัดการกิจการการค้าประเวณีหรือสถานการค้าประเวณีนั้น กฎหมายมุ่งที่จะบังคับแก่ผู้จัดการกิจการหรือสถานที่ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อการค้าประเวณีหรือเพื่อใช้ในการติดต่อหรือจัดหาบุคคลเพื่อกระทำการค้าประเวณีเป็นการเฉพาะ ดังนี้ เมื่อสภาพแห่งความผิดทั้งสองอย่างดังกล่าวมีความมุ่งหมายให้เกิดผลต่อผู้กระทำความผิดที่มีเจตนากระทำความผิดแตกต่างกัน จึงเป็นความผิดต่างกรรม มิใช่กรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษา ดังที่วินิจฉัยมาแล้ว แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกปัญหานี้ขึ้นฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 แต่อย่างไรก็ตามเมื่อโจทก์ไม่ฎีกา ศาลฎีกาจึงไม่อาจลงโทษทั้งสองบทในความผิดฐานเป็นธุระจัดหาหญิงไปเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่นเพื่อการอนาจารและฐานเป็นธุระจัดหาหญิงไปเพื่อให้กระทำการค้าประเวณี ตามจำนวนผู้เสียหายรวม 4 กระทงกับฐานเป็นเจ้าของ ผู้ดูแล ผู้จัดการกิจการการค้าประเวณีหรือสถานการค้าประเวณีอีก 1 กระทง ต่างหากได้ เนื่องจากจะเป็นการเพิ่มโทษจำเลยที่ 3 และที่ 4 ซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานเป็นธุระจัดหาหญิงไปเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่นเพื่อการอนาจารและฐานเป็นธุระจัดหาหญิงไปเพื่อให้กระทำการค้าประเวณีทั้งสี่กระทง เป็นการกระทำต่างกรรมกับความผิดฐานเป็นเจ้าของ ผู้ดูแล ผู้จัดการกิจการการค้าประเวณีหรือสถานการค้าประเวณี ให้ลงโทษฐานเป็นธุระจัดหาหญิงไปเพื่อให้กระทำการค้าประเวณีทั้งสี่กระทงตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณีฯ มาตรา 9 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3377/2556 พนักงานอัยการจังหวัดขอนแก่น โจทก์ นางสมจิตรหรือสมหรือจิตร วงศ์ตรีหรือวงศ์ตี กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดขอนแก่น · จำเลย - นางสมจิตรหรือสมหรือจิตร วงศ์ตรีหรือวงศ์ตี กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)อภิรัตน์ ลัดพลี · ธงชัย เสนามนตรี · พศวัจณ์ กนกนาก
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดขอนแก่น - นายสมบูรณ์ ศรีมณี · ศาลอุทธรณ์ภาค 4 - นายสมสันต์ ศุภศาสตรสิน
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.4463/2554

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 7352/2549ฎีกา 2254/2521ฎีกา 1504/2536ฎีกา 2486/2558ฎีกา 1353/2529ฎีกา 537/2554ฎีกา 766/2517ฎีกา 1051/2510ฎีกา 2059/2522ฎีกา 74/2535ฎีกา 12779/2553ฎีกา 329/2483ฎีกา 5665/2538ฎีกา 5813/2549ฎีกา 2019/2548ฎีกา 7981/2548ฎีกา 4825/2553ฎีกา 788/2545ฎีกา 6247/2545ฎีกา 1447/2531ฎีกา 1870/2549ฎีกา 5246/2548ฎีกา 1093/2568ฎีกา 492/2539
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา