⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 5452/2556

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5452/2556

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ศาลในคดีส่วนแพ่งต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 46 เฉพาะในประเด็นที่คู่ความยังโต้แย้งกันและเป็นประเด็นเดียวกันกับที่ศาลในคดีส่วนอาญาได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้ว.

ย่อคำพิพากษา

การพิพากษาคดีส่วนแพ่งที่ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 46 นั้น เป็นกรณีที่ศาลในคดีส่วนแพ่งจะต้องวินิจฉัยชี้ขาดข้อเท็จจริงในประเด็นที่คู่ความยังคงโต้แย้งกันอยู่และเป็นประเด็นเดียวกันกับที่ศาลในคดีส่วนอาญาจะต้องวินิจฉัย ทั้งนี้เพื่อให้การรับฟังข้อเท็จจริงอย่างเดียวกันเป็นไปในทางเดียวกัน เมื่อคดีในส่วนอาญาศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยมีส่วนกระทำการโดยประมาท คดีส่วนแพ่งจึงต้องรับฟังข้อเท็จจริงตามและพิพากษาให้จำเลยชำระค่าเสียหายตามสัดส่วนแห่งความประมาทของตน การที่จำเลยอุทธรณ์โต้แย้งเฉพาะดุลพินิจในการกำหนดค่าเสียหาย โดยมิได้อุทธรณ์ว่าจำเลยมิได้มีส่วนประมาทด้วยแต่อย่างใด แม้ต่อมาความจะปรากฏว่าศาลอุทธรณ์ภาค 6 ในคดีส่วนอาญาได้พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยก็ตาม จำเลยก็ไม่อาจจะฎีกาได้ เนื่องจากประเด็นดังกล่าวได้ยุติไปแล้วตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ทั้งเป็นการต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ด้วย

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.46 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.249

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า จำเลยขับรถยนต์โดยประมาททำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยใช้เงิน 18,715 บาท แก่โจทก์ที่ 1 และใช้เงิน 104,324 บาท แก่โจทก์ที่ 2 พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง จำเลยให้การขอให้ยกฟ้องโจทก์ที่ 1 และตัดทอนค่าเสียหายของโจทก์ที่ 2 ลงมาด้วย ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 12,476.66 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2552) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ชำระเงินแก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 69,549.33 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 49,549.33 บาท แก่โจทก์ที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่ชำระเกินมา 821 บาท แก่จำเลย จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2551 โจทก์ที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน กลธ พิษณุโลก 68 ของโจทก์ที่ 1 โดยมีโจทก์ที่ 1 นั่งซ้อนท้ายด้วยความประมาทเลินเล่อไม่ชิดขอบทางเดินรถด้านซ้ายและขับคร่อมหรือทับเส้นแบ่งช่องเดินรถเฉี่ยวชนกับรถยนต์หมายเลขทะเบียน บธ 175 พิษณุโลก ซึ่งจำเลยขับแซงรถคันอื่นบริเวณทางโค้งขณะที่มีรถแล่นสวนทางมา เป็นเหตุให้รถจักรยานยนต์ของโจทก์ที่ 1 ได้รับความเสียหาย และโจทก์ที่ 2 ได้รับอันตรายสาหัส ต่อมาพนักงานอัยการศาลแขวงพิษณุโลกเป็นโจทก์ยื่นฟ้องโจทก์ที่ 2 และจำเลยเป็นคดีอาญา ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษโจทก์ที่ 2 และจำเลย โจทก์ที่ 2 ไม่อุทธรณ์ ส่วนจำเลยยื่นอุทธรณ์ ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ในคดีส่วนอาญาพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยต้องรับผิดทางแพ่งตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 หรือไม่ เห็นว่า การพิพากษาคดีส่วนแพ่งที่ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 นั้น เป็นกรณีที่ศาลในคดีส่วนแพ่งจะต้องวินิจฉัยชี้ขาดข้อเท็จจริงในประเด็นที่คู่ความยังคงโต้แย้งกันอยู่และเป็นข้อเท็จจริงในประเด็นเดียวกันกับที่ศาลในคดีส่วนอาญาจะต้องวินิจฉัย กฎหมายจึงกำหนดให้ศาลในคดีส่วนแพ่งจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา ทั้งนี้เพื่อให้การรับฟังข้อเท็จจริงอย่างเดียวกันเป็นไปในทางเดียวกัน คดีนี้ ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ศาลชั้นต้นในคดีส่วนอาญาวินิจฉัยชี้ขาดว่า โจทก์ที่ 2 และจำเลยต่างคนต่างประมาท แต่จำเลยกระทำโดยประมาทเลินเล่อมากกว่าโจทก์ที่ 2 ศาลชั้นต้นในคดีนี้รับฟังข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาในคดีส่วนอาญาดังกล่าวและพิพากษาให้จำเลยชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งสองโดยกำหนดให้จำเลยรับผิด 2 ใน 3 ของค่าเสียหายที่กำหนดให้แก่โจทก์แต่ละคน จำเลยยื่นอุทธรณ์ในคดีนี้โดยกล่าวในอุทธรณ์ว่า คำพิพากษาของศาลชั้นต้นในส่วนคดีอาญาถึงที่สุดแล้วจึงต้องรับฟังข้อเท็จจริงตามคดีส่วนอาญาว่าจำเลยกับโจทก์ที่ 2 ต่างประมาท ต้องร่วมกันรับผิดในค่าสินไหมทดแทนทั้งหมดตามสัดส่วนแห่งความประมาทของตน โดยจำเลยอุทธรณ์โต้แย้งเฉพาะดุลพินิจของศาลชั้นต้นในการกำหนดค่าเสียหาย และศาลอุทธรณ์ภาค 6 ในคดีส่วนแพ่งก็ได้วินิจฉัยเฉพาะประเด็นเกี่ยวกับการกำหนดค่าเสียหายตามที่จำเลยอุทธรณ์ โดยจำเลยไม่ได้อุทธรณ์โต้แย้งในประเด็นว่าจำเลยมิได้มีส่วนประมาทด้วยแต่อย่างใดไม่ แม้ต่อมาความจะมาปรากฏภายหลังว่าศาลอุทธรณ์ภาค 6 ในคดีส่วนอาญาได้วินิจฉัยว่า พยานหลักฐานของโจทก์ไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังได้ว่าจำเลยประมาทเลินเล่อและพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลย แต่เมื่อศาลชั้นต้นในคดีนี้วินิจฉัยว่าจำเลยประมาทเลินเล่อโดยรับฟังข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นในคดีส่วนอาญา จำเลยก็ไม่ได้อุทธรณ์ในประเด็นว่าจำเลยประมาทเลินเล่อหรือไม่ ดังนั้น ที่จำเลยฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ในคดีส่วนอาญาได้มีคำพิพากษาซึ่งถึงที่สุดแล้ว โดยฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยไม่ได้กระทำโดยประมาทเลินเล่อ ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่งคดีนี้ต้องถือข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ในคดีส่วนอาญา จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองนั้น จึงเท่ากับเป็นการฎีกาในประเด็นที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันอยู่หรือเป็นฎีกาโต้แย้งข้อเท็จจริงที่ยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นในคดีนี้ อีกทั้งข้อฎีกาของจำเลยดังกล่าวก็มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 6 ในคดีส่วนแพ่ง จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่า ข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่จะยกขึ้นอ้างในการยื่นฎีกานั้นคู่ความจะต้องกล่าวไว้โดยชัดแจ้งในฎีกา และต้องเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ทั้งปัญหาดังกล่าวก็มิใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่จำเลยจะมีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ เพราะปัญหาว่าจำเลยกระทำโดยประมาทหรือไม่คงมีผลเฉพาะต่อความรับผิดของจำเลย มิได้มีผลกระทบกระเทือนต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน เมื่อจำเลยยอมรับว่าตนเองมีส่วนประมาทและไม่อุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาของศาลชั้นต้นในคดีนี้ ข้อเท็จจริงจึงยุติไปตามนั้น จำเลยจึงไม่อาจฎีกาโต้แย้งเป็นอย่างอื่นได้อีก ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย พิพากษายกฎีกาจำเลย ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดในชั้นฎีกาแก่จำเลย ค่าทนายความชั้นฎีกาให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5452/2556 นายมณี ชัยวัง กับพวก โจทก์ นายทองสุข เสนาพิทักษ์ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายมณี ชัยวัง กับพวก · จำเลย - นายทองสุข เสนาพิทักษ์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)พศวัจณ์ กนกนาก · อภิรัตน์ ลัดพลี · ธงชัย เสนามนตรี
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแขวงพิษณุโลก - นายพิทักษ์ ท้วมใจดี · ศาลอุทธรณ์ภาค 6 - นายจักรกฤษณ์ อนันต์สุชาติกุล
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำพ.3123/2555

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 163/2491ฎีกา 4884/2543ฎีกา 4715/2542ฎีกา 770/2535ฎีกา 6025/2538ฎีกา 3206/2537ฎีกา 99/2541ฎีกา 3345/2535ฎีกา 2409/2551ฎีกา 3616/2558ฎีกา 8203/2538ฎีกา 1030/2509ฎีกา 710/2542ฎีกา 1000/2505ฎีกา 8884/2543ฎีกา 194/2543ฎีกา 5332/2553ฎีกา 4549/2540ฎีกา 4041/2542ฎีกา 1360/2544ฎีกา 6321/2544ฎีกา 4432/2534ฎีกา 218/2481ฎีกา 8444/2538
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา