⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 13381/2557

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13381/2557

ป.พ.พ. ม.329 · ป.วิ.แพ่ง ม.42, 225

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อลูกหนี้ค้างชำระหนี้เป็นเวลานาน เจ้าหนี้สามารถนำเงินที่ลูกหนี้ชำระมาหักออกจากดอกเบี้ยที่ค้างชำระทั้งหมดได้ก่อน โดยไม่ถือว่าเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตตามกฎหมาย

ย่อคำพิพากษา

จำนวนเงินที่จำเลยที่ 1 ชำระในแต่ละครั้งตามที่โจทก์อ้างนั้นนำไปหักชำระดอกเบี้ยที่ค้างได้เพียงบางส่วนเท่านั้น แต่เมื่อปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ค้างชำระหนี้แก่โจทก์เป็นเวลาหลายปี จึงทำให้มีดอกเบี้ยค้างชำระจำนวนมาก โจทก์จึงนำเงินที่จำเลยที่ 1 ชำระมาทั้งหมดไปหักออกจากดอกเบี้ยที่ค้างชำระในคราวเดียวกันได้ การหักชำระหนี้ของโจทก์ไม่ได้ฝ่าฝืนต่อ ป.พ.พ. มาตรา 329 วรรคหนึ่ง แต่ประการใด และการที่โจทก์มิได้นำเงินที่จำเลยที่ 1 ชำระอีก 3 ครั้ง ไปหักชำระหนี้เกิดจากความผิดพลาดในการบันทึกข้อมูลทางบัญชีหรือในการตรวจสอบข้อมูลทางบัญชีอันเป็นความผิดพลาดเล็กน้อยมากกว่าที่จะมีเจตนาเอาเปรียบจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ พฤติการณ์ของโจทก์ยังถือไม่ได้ว่าเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง การที่โจทก์แนบตารางสรุปการผ่อนชำระหนี้มาท้ายอุทธรณ์เพื่อแจกแจงรายละเอียดการคิดคำนวณ เพื่อให้เห็นว่าได้มีการหักชำระหนี้กันอย่างไรอันเป็นการอธิบายให้เห็นถึงรายละเอียดการคำนวณมิใช่เป็นการอ้างข้อเท็จจริงขึ้นมาใหม่ที่มิได้ว่ากล่าวกันมาในศาลชั้นต้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 แต่อย่างใด

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.42 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.225 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.329

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.42 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.225 → ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.329 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 253,281.81 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ของต้นเงิน 113,213.21 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย โจทก์ยื่นคำร้องขอให้หมายเรียกนางจันทิรา บุตรของจำเลยที่ 2 เข้าเป็นคู่ความแทน พิเคราะห์แล้ว ฟังได้ว่านางจันทิราเป็นทายาทของจำเลยที่ 2 ผู้มรณะจึงอนุญาตให้นางจันทิราเข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 42 ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 เปิดบัญชีกระแสรายวันกับโจทก์ สาขาตลาดหัวอิฐ ต่อมาจำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีกับโจทก์จำนวนเงิน 30,000 บาท ตกลงให้ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ชำระดอกเบี้ยทุกวันสิ้นเดือน หากผิดนัดยอมให้นำดอกเบี้ยที่ค้างชำระทบเข้ากับต้นเงินได้และชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 20 มีนาคม 2533 จำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 1 ยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม จำเลยที่ 1 เดินสะพัดทางบัญชีกับโจทก์จนครบกำหนดอายุสัญญาแล้ว ยังคงเดินบัญชีกับโจทก์ตลอดมา โดยสั่งจ่ายเช็คถอนเงินจากบัญชีครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2534 โจทก์หักทอนบัญชีปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เป็นหนี้เบิกเงินเกินบัญชีจำนวน 113,213.21 บาท มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต จึงไม่มีอำนาจฟ้องดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาหรือไม่ ที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นหนี้เบิกเงินเกินบัญชี ณ วันที่ 29 ตุลาคม 2534 ต้นเงิน 113,213.21 บาท หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 นำเงินมาชำระแก่โจทก์ 41 ครั้ง เป็นเงิน 117,621.72 บาท โจทก์นำไปหักชำระดอกเบี้ยที่ค้าง 257,690.32 บาท แล้ว คงเหลือดอกเบี้ยค้างชำระถึงวันฟ้องเป็นเงิน 140,068.60 บาท รวมเป็นต้นเงินและดอกเบี้ย 253,281.81 บาท เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโดยวินิจฉัยว่า โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยที่ค้างชำระได้ไม่เกิน 5 ปี และจำเลยที่ 1 ชำระเงินให้โจทก์มากกว่าจำนวนหนี้ที่ค้างชำระ โจทก์ก็ได้ยื่นอุทธรณ์โดยแสดงวิธีคำนวณนำเงินที่จำเลยที่ 1 ชำระในแต่ละครั้งไปหักชำระดอกเบี้ยก่อน ส่วนที่เหลือจึงนำไปหักชำระต้นเงิน คงเหลือต้นเงินค้างชำระ 37,247.10 บาท และดอกเบี้ย 17,623.45 บาท รวมเป็นทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์จำนวน 54,871.55 บาท การใช้สิทธิฟ้องคดีของโจทก์เป็นไปโดยสุจริต โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องและนำสืบว่า ในวันหักทอนบัญชี ณ วันที่ 29 ตุลาคม 2534 จำเลยที่ 1 ค้างชำระต้นเงินแก่โจทก์จำนวน 113,213.21 บาท ตรงตามที่จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้คดี ส่วนที่แตกต่างกันคือ จำนวนเงินที่จำเลยที่ 1 ชำระ โดยโจทก์อ้างว่าจำเลยที่ 1 ชำระเงินให้โจทก์ 41 ครั้ง เป็นเงิน 117,621.72 บาท ขณะที่จำเลยทั้งสองนำสืบต่อสู้ว่า จำเลยที่ 1 ชำระเงินให้โจทก์ 44 ครั้ง เป็นเงิน 217,799.72 บาท ซึ่งคิดคำนวณแล้วปรากฏว่าจำนวนเงินที่จำเลยที่ 1 ชำระในแต่ละครั้งดังที่โจทก์อ้างนั้น สามารถนำไปหักชำระดอกเบี้ยที่ค้างได้เพียงบางส่วนเท่านั้น เนื่องจากจำเลยที่ 1 ค้างชำระหนี้แก่โจทก์เป็นเวลาหลายปี ทำให้มีดอกเบี้ยค้างชำระจำนวนมาก ด้วยเหตุนี้โจทก์จึงนำเงินที่จำเลยที่ 1 ชำระมาทั้งหมดไปหักออกจากดอกเบี้ยที่ค้างชำระในคราวเดียว เพราะจำนวนเงินที่จำเลยที่ 1 ชำระในแต่ละครั้งสามารถหักชำระดอกเบี้ยได้เพียงบางส่วน ไม่มีส่วนที่เหลือที่จะนำไปหักชำระต้นเงินได้ การหักชำระหนี้ของโจทก์ไม่ได้ฝ่าฝืนต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 329 วรรคหนึ่ง แต่ประการใด ทั้งปรากฏว่านอกจากการชำระเงินทั้ง 41 ครั้งตามฟ้องแล้ว จำเลยที่ 1 ยังชำระเงินให้โจทก์อีก 3 ครั้ง เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2538 จำนวนเงิน 2,000 บาท และ 96,178 บาท และวันที่ 29 กันยายน 2543 จำนวนเงิน 2,000 บาท โดยที่การชำระเงินในวันที่ 23 พฤษภาคม 2538 รวม 98,178 บาท สามารถนำไปหักชำระดอกเบี้ยที่ค้างได้ทั้งหมด กับหักชำระต้นเงินได้บางส่วน มีผลทำให้การชำระเงินในครั้งต่อ ๆ มาของจำเลยที่ 1 เป็นการชำระต้นเงินด้วย ยอดต้นเงินและดอกเบี้ยที่ค้างชำระ จึงลดลงต่ำกว่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ฟ้องมาก โจทก์ก็ได้ยื่นอุทธรณ์แสดงวิธีการคำนวณที่ถูกต้อง โดยนำเงินที่จำเลยที่ 1 ชำระทั้ง 44 ครั้ง ไปหักชำระจากดอกเบี้ยที่ค้างก่อน ส่วนที่เหลือจึงนำไปหักชำระต้นเงินแนบมาท้ายอุทธรณ์คิดเป็นทุนทรัพย์ 54,871.55 บาท โดยไม่ปรากฏว่าการที่โจทก์มิได้นำเงินที่จำเลยที่ 1 ชำระทั้ง 3 ครั้ง ไปหักชำระหนี้เกิดจากความไม่สุจริตหรือมีเจตนาเอาเปรียบจำเลยที่ 1 แต่อย่างใด ดังนั้น การที่โจทก์มิได้นำเงินที่จำเลยที่ 1 ชำระทั้ง 3 ครั้ง ดังกล่าวไปหักชำระหนี้เกิดจากความผิดพลาดในการบันทึกข้อมูลทางบัญชีหรือในการตรวจสอบข้อมูลทางบัญชีอันเป็นความผิดพลาดเล็กน้อยมากกว่าที่จะมีเจตนาเอาเปรียบจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ พฤติการณ์ของโจทก์ยังถือไม่ได้ว่าเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น ส่วนที่จำเลยทั้งสองแก้ฎีกาว่า การที่โจทก์แนบตารางสรุปการผ่อนชำระหนี้มาท้ายอุทธรณ์ โดยมิได้นำสืบพยานเอกสารเป็นการอ้างข้อเท็จจริงขึ้นมาใหม่และที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยมาไม่ชอบนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์และจำเลยทั้งสองโต้เถียงกันว่า หลังจากครบรอบบัญชีในวันที่ 29 ตุลาคม 2534 ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้นำเงินมาชำระหนี้ให้โจทก์รวม 41 ครั้ง แต่จำเลยทั้งสองนำสืบว่า ได้โอนเงินชำระหนี้ให้โจทก์รวม 44 ครั้ง ตามต้นฉบับใบฝากเงินและใบรับฝากเงิน ซึ่งมีรายละเอียดบางรายการที่จำเลยทั้งสองไม่มีหลักฐาน แต่โจทก์ยอมรับ การที่โจทก์แนบตารางสรุปการผ่อนชำระหนี้มาท้ายอุทธรณ์เพื่อแจกแจงรายละเอียดการคิดคำนวณ เพื่อให้เห็นว่ามีการหักชำระอย่างไร อันเป็นการอธิบายให้เห็นรายละเอียดการคำนวณมิใช่เป็นการอ้างข้อเท็จจริงขึ้นมาใหม่ที่มิได้ว่ากล่าวกันมาในศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 แต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยและคำแก้ฎีกาของจำเลยทั้งสองที่ว่า หนี้ของโจทก์ในส่วนของดอกเบี้ยขาดอายุความบางส่วนหรือไม่นั้น ไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13381/2557 ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) โจทก์ นางนรา นพธัญญะหรือสุขศิวานันท์ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) · จำเลย - นางนรา นพธัญญะหรือสุขศิวานันท์ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)จรูญ ชีวิตโสภณ · วิรุฬห์ แสงเทียน · บุญไชย ธนาพันธ์สิน
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแขวงนครศรีธรรมราช - นางเพ็ญจันทร์ แจ่มมาก · ศาลอุทธรณ์ภาค 8 - นายกงจักร์ โพธิ์พร้อม
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำพณ.231/2553

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1010/2539ฎีกา 15572/2558ฎีกา 394/2550ฎีกา 7919/2553ฎีกา 367/2568ฎีกา 2018/2548ฎีกา 7122/2545ฎีกา 2328/2533ฎีกา 1646/2546ฎีกา 3136/2524ฎีกา 1948/2523ฎีกา 1114/2549ฎีกา 641/2555ฎีกา 4991/2552ฎีกา 8988/2550ฎีกา 1390/2506ฎีกา 4041/2542ฎีกา 1360/2544ฎีกา 3604/2533ฎีกา 2080/2548ฎีกา 1733/2498ฎีกา 2709/2538ฎีกา 8543/2544ฎีกา 15617/2558
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา