⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1163/2558

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1163/2558

ป.อาญา ม.29, 30, 56 ฯลฯ

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ผู้เสียหายในคดีอาญาตามฟ้องโจทก์เท่านั้นที่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน และการกระทำความผิดฐานเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือชักพาไปซึ่งเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีเพื่อให้เด็กนั้นกระทำการค้าประเวณี แม้เด็กจะยินยอม ก็ยังถือเป็นความผิดที่เด็กนั้นเป็นผู้เสียหาย.

ย่อคำพิพากษา

คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น เป็นธุระจัดหา ล่อไป และพาผู้ร้องที่ 1 ซึ่งเป็นเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารและเพื่อให้เด็กนั้นกระทำการค้าประเวณี โดยผู้ร้องที่ 1 ไม่ยินยอม และเพื่อแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ อันเป็นการค้ามนุษย์ ตามคำฟ้องของโจทก์เห็นได้ว่าผู้เสียหายในคดีอาญาตามฟ้องโจทก์คือ ผู้ร้องที่ 1 ไม่ใช่ผู้ร้องที่ 2 เมื่อ ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 กำหนดให้ผู้เสียหายเท่านั้นที่จะยื่นคำร้องได้ ผู้ร้องที่ 2 จึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามบทบัญญัติของกฎหมายในข้อหาดังกล่าว ในส่วนของผู้ร้องที่ 1 นั้น แม้ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ว่า ผู้ร้องที่ 1 สมัครใจยินยอมที่จะร่วมประเวณีกับลูกค้าชายที่เข้ามาเที่ยวร้าน ต. คาราโอเกะของจำเลยที่ 1 มิใช่ถูกจำเลยที่ 1 ใช้อุบายหลอกลวงก็ตาม แต่ความผิดฐานเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือชักพาไปซึ่งเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีเพื่อให้เด็กนั้นกระทำการค้าประเวณีโดยเด็กนั้นยินยอมก็เป็นความผิด ทั้งเป็นความผิดที่กระทำต่อผู้ร้องที่ 1 แม้ผู้ร้องที่ 1 จะยินยอมก็เป็นบุคคลที่ได้รับความเสียหายจากการกระทำความผิดข้อหานี้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4)

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.2 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.44 ประมวลกฎหมายอาญา ม.29 ประมวลกฎหมายอาญา ม.30 ประมวลกฎหมายอาญา ม.56 ประมวลกฎหมายอาญา ม.76 ประมวลกฎหมายอาญา ม.78 ประมวลกฎหมายอาญา ม.90 ประมวลกฎหมายอาญา ม.91 ประมวลกฎหมายอาญา ม.277 ประมวลกฎหมายอาญา ม.282 ประมวลกฎหมายอาญา ม.283 ประมวลกฎหมายอาญา ม.317 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 ม.4 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 ม.9 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 ม.4 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 ม.6 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 ม.52

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.2 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.44 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.29 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.30 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277, 283, 283 ทวิ, 317 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 4, 9 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 4, 6, 52 จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ ระหว่างพิจารณา นายบุญเลิศ ผู้เสียหายที่ 2 ในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมของเด็กหญิง ช. ผู้เสียหายที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายทั้งสองเป็นเงินคนละ 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยทั้งสองไม่ให้การในคดีส่วนแพ่ง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 วรรคสาม พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคสี่ พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 6 (2), 52 วรรคสาม การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคสี่ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 14 ปี ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 9 ปี 4 เดือน จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคหนึ่ง, 283 ทวิ วรรคสอง, 317 วรรคสาม การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 2 อายุไม่เกินยี่สิบปี ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีกับฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าไปซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 ปี และปรับ 4,000 บาท ฐานพรากเด็กอายุไม่เกินสิบห้าไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่ออนาจาร จำคุก 2 ปี 6 เดือน และปรับ 5,000 บาท รวมจำคุก 5 ปี 6 เดือน และปรับ 9,000 บาท จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกที่ 2 มีกำหนด 2 ปี 9 เดือน และปรับ 4,500 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยที่ 2 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้จำเลยทั้งสองชำระเงินค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ร้องทั้งสองคนละ 80,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 23 กรกฎาคม 2555) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้องทั้งสอง ข้อหาอื่นของจำเลยที่ 1 ให้ยก จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 เห็นว่า สำหรับจำเลยที่ 1 โจทก์มีผู้ร้องที่ 1 เบิกความประกอบคำให้การชั้นสอบสวนความว่า ในช่วงปลายปี 2554 นางสาวอรวรรณ์ พาผู้ร้องที่ 1 ไปสมัครงานที่ร้าน ต. คาราโอเกะ กับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าของร้าน จำเลยที่ 1 บอกให้ผู้ร้องที่ 1 ไปนั่งกับลูกค้าทำตัวให้ดีๆ ต่อมาในช่วงดึกลูกค้าชายเข้าไปคุยกับจำเลยที่ 1 แล้วจำเลยที่ 1 มาบอกให้ผู้ร้องที่ 1 ออกไปกับลูกค้า จากนั้นลูกค้าพาผู้ร้องที่ 1 ไปร่วมประเวณีที่รีสอร์ตแห่งหนึ่งแล้วพาผู้ร้องที่ 1 กลับมาส่งที่ร้าน ในวันรุ่งขึ้นจำเลยที่ 1 แบ่งเงินให้แก่ผู้ร้องที่ 1 จำนวน 500 บาท เป็นค่าตอบแทนที่ผู้ร้องที่ 1 ออกไปกับลูกค้า ซึ่งผู้ร้องที่ 1 เบิกความต่อเนื่องเป็นลำดับถึงพฤติการณ์ที่ผู้ร้องที่ 1 ออกไปร่วมประเวณีกับลูกค้าชายที่มาใช้บริการที่ร้าน โดยได้รับเงินค่าตอบแทนจากลูกค้า จึงมีน้ำหนักรับฟังได้ พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 วรรคสาม พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคสาม ฐานเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือพาไปเพื่ออนาจารซึ่งเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยเด็กนั้นยินยอม กับฐานเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือชักพาไปซึ่งเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีเพื่อให้เด็กนั้นกระทำการค้าประเวณีโดยเด็กนั้นยินยอม เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณีฯ อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 10 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามแล้ว คงจำคุก 6 ปี 8 เดือน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า ผู้ร้องทั้งสองมีสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ ถ้าผู้เสียหายมีสิทธิที่จะเรียกค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุได้รับอันตรายแก่ชีวิต ร่างกาย จิตใจ หรือได้รับความเสื่อมเสียต่อเสรีภาพในร่างกาย ชื่อเสียงหรือได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลย ผู้เสียหายจะยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีอาญา ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนก็ได้" ซึ่งมาตรา 2 (4) ให้ความหมายของคำว่า "ผู้เสียหาย" ว่า หมายความถึง บุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำผิดฐานใดฐานหนึ่ง รวมทั้งบุคคลอื่นที่มีอำนาจจัดการแทนได้ ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 4, 5 และ 6 คดีนี้โจทก์ฟ้องตอนต้นว่า จำเลยที่ 1 เพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น เป็นธุระจัดหา ล่อไป และพาผู้ร้องที่ 1 ซึ่งเป็นเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารและเพื่อให้เด็กนั้นกระทำการค้าประเวณี โดยผู้ร้องที่ 1 ไม่ยินยอมและเพื่อแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ อันเป็นการค้ามนุษย์ ตามคำฟ้องตอนต้นของโจทก์จะเห็นได้ว่า ผู้เสียหายในคดีอาญาตามฟ้องโจทก์คือ ผู้ร้องที่ 1 ไม่ใช่ผู้ร้องที่ 2 เมื่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 กำหนดให้ผู้เสียหายเท่านั้นที่จะยื่นคำร้องได้ ผู้ร้องที่ 2 จึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามบทบัญญัติของกฎหมายในข้อหาดังกล่าว ในส่วนของผู้ร้องที่ 1 นั้น แม้ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ว่า ผู้ร้องที่ 1 สมัครใจยินยอมที่จะร่วมประเวณีกับลูกค้าชายที่เข้ามาเที่ยวในร้าน ต. คาราโอเกะของจำเลยที่ 1 มิใช่ถูกจำเลยที่ 1 ใช้อุบายหลอกลวง แม้การกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 เกิดจากความสมัครใจยินยอมของผู้ร้องที่ 1 ก็ตาม แต่ความผิดฐานเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือชักพาไปซึ่งเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีเพื่อให้เด็กนั้นกระทำการค้าประเวณีโดยเด็กนั้นยินยอมก็เป็นความผิด ทั้งเป็นความผิดที่กระทำต่อผู้ร้องที่ 1 แม้ผู้ร้องที่ 1 จะยินยอมก็เป็นบุคคลที่ได้รับความเสียหายจากการกระทำความผิดข้อหานี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) จำเลยที่ 1 จึงทำละเมิดต่อผู้ร้องที่ 1 ผู้ร้องที่ 1 มีสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยที่ 1 ตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องที่ 2 มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ในส่วนนี้ฟังขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำร้องของผู้ร้องที่ 2 ในส่วนที่ขอให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1163/2558 พนักงานอัยการจังหวัดบุรีรัมย์ โจทก์ เด็กหญิง ช. โดยนายบุญเลิศ ผู้แทนโดยชอบธรรม กับพวก ผู้ร้อง นางหอมหวล ศรีอินทร์ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดบุรีรัมย์ · ผู้ร้อง - เด็กหญิง ช. โดยนายบุญเลิศ ผู้แทนโดยชอบธรรม กับพวก · จำเลย - นางหอมหวล ศรีอินทร์ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สุรทิน สาเรือง · จักร อุตตโม · ชุติมนต์ โพธิเดช
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ - นางปิยะลักษณ์ บุญญกูล สมดี · ศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นายสายัณห์ ศรีดวม
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.1948/2557

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4/2508ฎีกา 6575/2551ฎีกา 9026/2553ฎีกา 1392/2564ฎีกา 21848/2555ฎีกา 888/2490ฎีกา 1089/2559ฎีกา 3345/2535ฎีกา 9647/2557ฎีกา 616/2484ฎีกา 4180/2548ฎีกา 8080/2538ฎีกา 5305/2539ฎีกา 1715/2545ฎีกา 5598/2540ฎีกา 6355/2544ฎีกา 664/2520ฎีกา 730/2486ฎีกา 4225/2559ฎีกา 647/2563ฎีกา 1666/2521ฎีกา 8297/2540ฎีกา 11720/2555ฎีกา 2766/2546
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา