⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1438/2558

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1438/2558

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ผู้อุทธรณ์ชอบที่จะยื่นคำร้องต่ออธิบดีผู้พิพากษาหรืออธิบดีผู้พิพากษาภาคภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งดังกล่าว

ย่อคำพิพากษา

คดีที่ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ถ้าไม่มีความเห็นแย้งหรือคำรับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ได้ ให้ศาลมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ในกรณีเช่นนี้ผู้อุทธรณ์ชอบที่จะยื่นคำร้องต่อศาลถึงอธิบดีผู้พิพากษาหรืออธิบดีผู้พิพากษาภาคภายในเจ็ดวันตาม ป.วิ.พ. มาตรา 230 วรรคสาม ซึ่งบัญญัติถึงทางแก้เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ กำหนดเวลาเจ็ดวันดังกล่าวจึงต้องนับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง มิใช่นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับรองให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.230

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 12,000 บาท จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 9,000 บาท จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ชำระเงินคนละ 6,000 บาท จำเลยที่ 6 ถึงที่ 13 ชำระเงินคนละ 3,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 10 พฤษภาคม 2556 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสิบสามให้ชำระหนี้อันอาจแบ่งแยกได้ จำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ต้องถือตามจำนวนเงินที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยแต่ละคนชำระ เมื่อจำเลยแต่ละคนต้องรับผิดชำระเงินไม่เกินคนละ 50,000 บาท คดีจึงต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง จึงไม่รับอุทธรณ์ โจทก์ยื่นคำร้องขอให้รับรองอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า อุทธรณ์ของโจทก์ไม่มีเหตุอันควรอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง จึงไม่รับรองให้อุทธรณ์ โจทก์ยื่นคำร้องขอให้อธิบดีผู้พิพากษาภาค 8 อนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 230 วรรคสาม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีนี้โจทก์ยื่นอุทธรณ์ได้ภายในวันที่ 20 มิถุนายน 2557 แต่โจทก์มายื่นคำร้องขอให้รับรองอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง เมื่อล่วงเลยเวลายื่นอุทธรณ์ จึงไม่รับให้ยกคำร้อง โจทก์อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่มีคำสั่งยกคำร้องของโจทก์ที่ขอให้อธิบดีผู้พิพากษาภาค 8 อนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ศาลอุทธรณ์ภาค 8 มีคำสั่งให้ยกคำร้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า คู่ความทราบคำพิพากษาศาลชั้นต้นวันที่ 23 เมษายน 2557 โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ยื่นอุทธรณ์ได้ภายในวันที่ 20 มิถุนายน 2557 โจทก์ยื่นอุทธรณ์เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2557 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์โจทก์ในวันดังกล่าว โจทก์ยื่นคำร้องวันที่ 19 มิถุนายน 2557 ขอให้ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นรับรองให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับรองให้อุทธรณ์และโจทก์ยื่นคำร้องเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2557 ขอให้อธิบดีผู้พิพากษาภาค 8 อนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง โจทก์อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องของโจทก์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 มีคำสั่งให้ยกคำร้อง มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์ยื่นคำร้องขอให้อธิบดีผู้พิพากษาภาค 8 อนุญาตให้อุทธรณ์เป็นหนังสือภายในกำหนดเวลาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 230 วรรคสาม หรือไม่ ที่โจทก์ฎีกาว่า เมื่อผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับรองให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงของโจทก์เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2557 โจทก์ย่อมมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปให้อธิบดีผู้พิพากษาภาค 8 รับรองให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้ภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับรองให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 230 วรรคสาม โจทก์ยื่นคำร้องในวันที่ 26 มิถุนายน 2557 ซึ่งยังไม่พ้นเวลาตามที่กฎหมายกำหนด ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งยกคำร้องของโจทก์ว่ายื่นเกินกำหนดจึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า คดีที่ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ถ้าไม่มีความเห็นแย้งหรือคำรับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ได้ ให้ศาลมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ในกรณีเช่นนี้ผู้อุทธรณ์ชอบที่จะยื่นคำร้องต่อศาลถึงอธิบดีผู้พิพากษาหรืออธิบดีผู้พิพากษาภาคภายในเจ็ดวัน เมื่อศาลได้รับคำร้องเช่นว่านั้น ให้ศาลส่งคำร้องพร้อมสำนวนความไปยังอธิบดีผู้พิพากษาหรืออธิบดีผู้พิพากษาภาคเพื่อมีคำสั่งยืนตามหรือกลับคำสั่งของศาลนั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 230 วรรคสาม ซึ่งบัญญัติถึงทางแก้เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ กำหนดเวลาเจ็ดวันตามบทบัญญัติดังกล่าวจึงต้องนับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง มิใช่นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับรองให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงดังที่โจทก์ฎีกา เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์โจทก์ในวันที่ 18 มิถุนายน 2557 โจทก์จึงมีสิทธิยื่นคำร้องเพื่อขอให้อธิบดีผู้พิพากษาภาค 8 อนุญาตให้อุทธรณ์เป็นหนังสือต่อศาลชั้นต้นภายในเจ็ดวัน คือภายในวันที่ 25 มิถุนายน 2557 แต่โจทก์ยื่นคำร้องในวันที่ 26 มิถุนายน 2557 จึงพ้นเวลาตามที่กฎหมายกำหนดแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1438/2558 นางละมัย มีเสือ โจทก์ นางสุพัตรา มูสิมูล กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางละมัย มีเสือ · จำเลย - นางสุพัตรา มูสิมูล กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์ · สมยศ เข็มทอง · สมศักดิ์ คุณเลิศกิจ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดเวียงสระ - นายสุรพันธุ์ บุญช่วย · ศาลอุทธรณ์ภาค 8 - นายอาทิตย์ สวาวสุ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำพ.3323/2557

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 5882/2541ฎีกา 1369/2513ฎีกา 1619/2506ฎีกา 6969/2540ฎีกา 2124/2542ฎีกา 6968/2540ฎีกา 5877/2543ฎีกา 657-660/2510ฎีกา 628/2532ฎีกา 3398/2542ฎีกา 605/2494ฎีกา 6428/2556ฎีกา 1041/2508ฎีกา 4156/2536ฎีกา 2261/2519ฎีกา 4924/2541ฎีกา 881/2540ฎีกา 8745/2542ฎีกา 5780/2540ฎีกา 8200/2549ฎีกา 5392/2537ฎีกา 377/2482ฎีกา 9148/2544ฎีกา 2889/2544
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา